
พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout: TZD) ระดับชาติ ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล และผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมี ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
วงประชุมครั้งนี้สะท้อนภาพความพยายามตลอด 2 ปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน เมื่อจำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาลดลงจาก 1.02 ล้านคนในปี 2566 เหลือ 603,095 คน ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 หรือเกือบครึ่งหนึ่งในระยะเวลาเพียง 2 ปี ตัวเลขที่ลดลงไม่ใช่เพียงสถิติ แต่หมายถึงชีวิตนับแสนที่ได้กลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยอมรับว่างานยังไม่จบ เพราะเด็กอีกกว่า 6 แสนคนยังคงอยู่นอกระบบ และหลายรายเป็น “กลุ่มเสี่ยงวิกฤต” ที่ต้องการการดูแลเชิงลึก รายบุคคล และเร่งด่วน

พลิกบัตรประชาชน สู่ “คลังหน่วยกิตชีวิต”
นายเพิ่มพูน กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวนโยบาย “Flexible Learning” หรือการศึกษาแบบยืดหยุ่น พร้อมเดินหน้าโครงการ “Learning Passport” เปลี่ยนบัตรประชาชนให้เป็นบัญชีสะสมหน่วยกิตชีวิต (Individual Learning Account: ILA) เพื่อรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเป็นระบบ
แนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงการเรียนในห้องสี่เหลี่ยมอีกต่อไป แต่เป็นการเปิดประตูให้เด็กและเยาวชนสามารถสะสมหน่วยกิตจากการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ การฝึกอาชีพ หรือประสบการณ์ทำงาน แล้วนำมาเทียบโอนเพื่อศึกษาต่อในระดับต่าง ๆ ได้ รวมถึงระดับอุดมศึกษา โดยความร่วมมือกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือ การลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อ พร้อมสร้าง “โปรไฟล์สมรรถนะ” ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ใช้สมัครงานได้ทันที เปลี่ยนทักษะเป็นโอกาสอย่างเป็นรูปธรรม

เชื่อมฐานข้อมูลรัฐ ช่วยเหลือแบบรายคน
แผนปี 2569 จะยกระดับด้วยการเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ เพื่อออกแบบความช่วยเหลือเฉพาะบุคคล ขยายการดูแลไปยังเด็กในศูนย์การเรียนรู้ตามมาตรา 12 และกลุ่ม Crisis PLUS ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่อาจหลุดออกจากระบบซ้ำ
งานวิจัยของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ชี้ชัดว่า ทักษะพื้นฐานชีวิต (Foundational Skills) คือหัวใจของการพาเด็กให้ “รอด” ในโลกยุคใหม่ ได้แก่
- ทักษะดิจิทัล
- ทักษะทางอารมณ์และสังคม
- ทักษะผู้ประกอบการ
การขับเคลื่อนจะเชื่อมกับแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ เช่น Mobile School และ EWE Platform เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ลดข้อจำกัดด้านพื้นที่ เวลา และฐานะทางเศรษฐกิจ

ภารกิจที่ยังต้องเดินต่อ
แม้ตัวเลขเด็กนอกระบบจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่รัฐบาลย้ำชัดว่า “ศูนย์” คือเป้าหมายปลายทาง ไม่ใช่เพียงความสำเร็จระยะสั้น เพราะเบื้องหลังตัวเลขคือชีวิตจริงของเด็กแต่ละคน ที่บางคนหลุดจากระบบเพราะความยากจน บางคนเพราะปัญหาครอบครัว หรือข้อจำกัดด้านโอกาส
ภารกิจ Thailand Zero Dropout จึงไม่ใช่แค่การดึงเด็กกลับเข้าโรงเรียน แต่คือการออกแบบระบบการเรียนรู้ใหม่ ที่ยืดหยุ่น เท่าเทียม และเห็นคุณค่าของศักยภาพในตัวเด็กทุกคน
เมื่อรัฐประกาศเปลี่ยน “บัตรประชาชน” ให้กลายเป็น “พาสปอร์ตการเรียนรู้” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าจะทำได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าจะทำได้เร็วพอหรือไม่ ก่อนที่เด็กอีกคนจะเงียบหายไปจากระบบโดยไม่มีใครทันสังเกตเห็น
