
การเลือกตั้งในเมียนมาครั้งล่าสุด ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการทางการเมืองตามครรลองประชาธิปไตย หากแต่คือการ “ขึ้นรูปประเทศใหม่” ทั้งระบบ ท่ามกลางแรงกดดันจากโครงสร้างอำนาจภายใน และการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจโลก นี่คือคำเตือนจาก ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ
ดร.ปณิธาน กล่าวในงาน Decoding Myanmar’s 2026 Economy ซึ่งจัดโดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเพื่อการลงทุน (Business Research Center) บริษัท เอเชีย อินไซต์ เทคโนโลยี ว่า การเมืองเมียนมาในปัจจุบันไม่สามารถอธิบายด้วยกรอบคิดเดิมอีกต่อไป เพราะเป็นกระบวนการที่มีการ “วางระบบล่วงหน้า” ทั้งในมิติอำนาจ การเมือง และเศรษฐกิจ โดยมีบริบทระหว่างประเทศเป็นตัวแปรสำคัญ
สำหรับประเทศไทย เมียนมาไม่ใช่เพียงประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลัก ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ แรงงาน และเสถียรภาพชายแดน ดร.ปณิธาน ตั้งคำถามตรงไปยังรัฐบาลไทยว่า จะมีบทบาทอย่างไรในการช่วยลดความขัดแย้งระยะยาว โดยไม่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนและลุกลามมากกว่าเดิม

ดร.ปณิธาน เตือนว่า หากไทยและอาเซียนยังคงมองเมียนมาผ่านกรอบเดิม อาจพลาด “โอกาสเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของภูมิภาคในรอบหลายทศวรรษ” ขณะที่มหาอำนาจอย่างจีน อินเดีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น รวมถึงพันธมิตรระดับภูมิภาคอย่างสิงคโปร์ ได้ขยับเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังแล้ว
ดร.ปณิธาน ระบุว่า ไทยไม่อาจเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ หรือทำหน้าที่คนกลางเชิงสัญลักษณ์อีกต่อไป แต่ต้องก้าวขึ้นเป็น “ผู้กำหนดยุทธศาสตร์” อย่างแท้จริง โดยควรทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (Broker) ผลักดันให้เกิดการเจรจาหยุดยิง (Ceasefire) โดยไม่เลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พร้อมสนับสนุนให้เกิด “พื้นที่การเมืองใหม่” ที่การพูดคุยมีความหมาย ลดการเผชิญหน้า และเปิดช่องให้เกิดการหยุดยิงในบางพื้นที่
หนึ่งในมาตรการเชิงสัญลักษณ์ที่ไทยสามารถผลักดันได้ทันที คือการเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นสัญญาณสำคัญของความชอบธรรม และเป็นจุดเริ่มต้นของการปลดล็อกทางการเมืองในลำดับถัดไป

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่ายังมีคำถามสำคัญว่า รัฐบาลไทยชุดใหม่จะมีบุคลากรที่สามารถตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ได้มากเพียงพอหรือไม่ เพราะการขยับเข้าไปมีบทบาทในเมียนมา ไม่ใช่เพียงเรื่องการเมือง แต่ต้องใช้พลังทางเศรษฐกิจ การทูต และความมั่นคงควบคู่กัน
“หากทำได้สำเร็จ นี่จะเป็นบริบทใหม่ของการต่างประเทศไทยอย่างแท้จริง ชายแดนยาวกว่า 2,400 กิโลเมตรที่เคยเป็นภาระ อาจกลายเป็นพื้นที่ลดความเสี่ยงและเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ทั้งหมดต้องอาศัยผู้นำและยุทธศาสตร์ใหม่ ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะสั้น” ดร.ปณิธาน กล่าว
ด้าน นางสาวธัญณิชา เหลิมทอง หัวหน้าศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเพื่อการลงทุน บริษัท เอเชีย อินไซต์ เทคโนโลยี เปิดเผยผลการศึกษา Decoding Myanmar’s 2026 Economy และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้เสียในเมียนมา โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความขัดแย้งกับรัฐบาล พบว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อทำให้ผู้คนจำนวนมากอยู่ในภาวะ “ความอ่อนล้าจากความขัดแย้ง” (Conflict Fatigue)

อย่างไรก็ตาม สัญญาณดังกล่าวถือเป็นปัจจัยบวกในมุมของนักลงทุน เพราะสะท้อนว่าการเปิดการเจรจาเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แม้ต้องใช้เวลา เนื่องจากทุกฝ่ายเริ่มเห็นตรงกันว่าความมั่นคงต้องมาก่อนการพัฒนา พร้อมย้ำว่าเมียนมาและไทยไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และควรใช้ศักยภาพร่วมกันเป็น “สะพานเศรษฐกิจ” เชื่อมจีน อินเดีย และอาเซียน
“เมียนมาอยู่ในเรดาร์ของมหาอำนาจ และไทยไม่สามารถมองข้ามได้ หากไทยมีบทบาทเชิงรุก เมียนมาอาจกลายเป็นพันธมิตรสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศและของภูมิภาคในระยะยาว” นางสาวธัญณิชา กล่าว