“ในหลวง”โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ 3 รูป

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป ดังนี้

1. พระราชวัชราวิทยาคม เป็น พระเทพวัชรวิทยาคม อุดมธรรมสถิต ศาสนกิจจาทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นเทพ สถิต ณ วัดท่าสะแบง จังหวัดร้อยเอ็ด มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 5 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูวินัยธร 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

2. พระมหาอนันต์ นิมุมโล (เปรียญธรรม 8 ประโยค) เป็น พระราชวชิรปัญญารังษี ตรีปิฎกวิภูษิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดเกษมาคม จังหวัดกาฬสินธุ์ มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

3. พระครูวิมลบุญโกศล วัดวิมลนิวาส จังหวัดร้อยเอ็ด เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระวชิรวิมลธรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

สำหรับ พระมหาอนันต์ เป็นเจ้าอาวาสวัดเกษมาคม และที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ “พระราชวชิรปัญญารังษี” ตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ. 2569 เป็นต้นไปนั้น

สำหรับประวัติ พระราชวชิรปัญญารังษี หรือ “หลวงตาพระมหาอนันต์” ปัจจุบันอายุ 81 ปี 60 พรรษา เป็นพระเถระผู้เปี่ยมด้วยวิริยอุตสาหะ มีประวัติและปฏิปทาที่งดงามทั้งในด้านการศึกษาปริยัติธรรมและการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ท่านมีนามเดิมว่า นายอนันต์ โพนกองเส็ง เกิดเมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2487 ณ บ้านหลักเมือง จ.กาฬสินธุ์ บรรพชาอุปสมบทเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2507 ณ วัดเกษมาคม โดยมีพระครูวิบูลธรรมาคม เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับฉายาทางธรรมว่า “นิมฺมโล” หมายถึง ผู้ปราศจากมลทิน

สอบไล่ได้ เปรียญธรรม 8 ประโยค (ป.ธ.8) จากสำนักเรียนวัดเทพธิดารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร เมื่อพ.ศ.2523 หลังจากสำเร็จการศึกษา ท่านได้ทำหน้าที่ครูสอนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี เพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ก่อนจะเดินทางกลับสู่บ้านเกิดเพื่ออุปฐากดูแลพระอุปัชฌาย์ที่อาพาธ และได้รับภาระปกครองวัดเกษมาคมสืบมาจนถึงปัจจุบัน

แม้ท่านจะมีอายุถึง 81 ปี และมีอาการอาพาธด้วยโรคหลอดเลือดในสมองและโรคหัวใจ แต่ท่านยังคงปฏิบัติศาสนกิจอย่างไม่ขาดสาย เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน โดยยึดหลักพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ส่งเสริมการเรียนการสอนปริยัติธรรม และเปิดพื้นที่วัดให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสำหรับพุทธศาสนิกชน เพื่อสร้างความมั่นคงในศรัทธาต่อพระรัตนตรัย