
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ตามที่พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม การทุจริตคอร์รัปชัน การค้ามนุษย์ และขบวนการฉ้อโกงออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายต่อประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง
นายไชยชนก กล่าวว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงดีอีได้บูรณาการความร่วมมือกับ 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจสามารถเปิดเผยและแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีธุรกรรมของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 4 ก่อนนำข้อมูลไปใช้กำหนดมาตรการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงาน กสทช. ผู้ให้บริการเครือข่าย และสถาบันการเงินทั่วประเทศ
ทั้งนี้ ผลจากการเชื่อมโยงข้อมูลและการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน ทำให้สถานการณ์การหลอกลวงออนไลน์เริ่มคลี่คลายอย่างเห็นได้ชัด โดยมูลค่าความเสียหายจากสแกมเมอร์ในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 530 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 2,111 ล้านบาท หรือลดลงถึง 1,581 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 74.89 ภายในระยะเวลาเพียง 4 เดือน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี กล่าวว่า เมื่อพระราชกฤษฎีกาเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ กระทรวงดีอีจะสามารถขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานของรัฐอื่นได้มากขึ้น อาทิ ข้อมูลด้านศุลกากร ข้อมูลภาษีจากกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง รวมถึงข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยให้การติดตามเส้นทางการเงินและเครือข่ายอาชญากรรมทำได้รวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
นายไชยชนก ย้ำว่า การเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน พร้อมยืนยันว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะการปราบปรามสแกมเมอร์เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับการให้บริการภาครัฐ กำหนดนโยบายสวัสดิการให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มความโปร่งใสในการบริหารราชการ เสริมประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนสนับสนุนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
