3 วันดับแล้ว 95 ศพ ‘ขับเร็ว-เมาแล้วขับ’ตัวการหลัก จยย.ครองแชมป์อุบัติเหตุ

บรรยากาศแห่งความสุขในเทศกาลสงกรานต์ กลับแฝงไปด้วยความสูญเสียที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) เปิดเผยตัวเลขอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 12 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” พบว่าเกิดอุบัติเหตุ 171 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 169 คน และมีผู้เสียชีวิตถึง 24 ราย

เมื่อรวมสถิติสะสมตลอด 3 วัน ระหว่างวันที่ 10–12 เมษายน 2569 ประเทศไทยต้องสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนไปแล้วถึง 95 ราย บาดเจ็บ 486 คน จากอุบัติเหตุรวม 515 ครั้ง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพความเสี่ยงที่ยังคงรุนแรง แม้จะมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง

การวิเคราะห์สาเหตุพบว่า “ความเร็ว” ยังคงเป็นปัจจัยหลัก คิดเป็นร้อยละ 46.20 รองลงมาคือ “ดื่มแล้วขับ” ร้อยละ 24.56 ขณะที่ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังคงเป็นรถจักรยานยนต์ สูงถึงร้อยละ 77.17 โดยส่วนใหญ่เกิดบนทางตรง และถนนในพื้นที่ชุมชน

ช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุดอยู่ระหว่าง 15.01–18.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนเดินทางและออกมาเล่นน้ำจำนวนมาก และกลุ่มอายุที่สูญเสียและบาดเจ็บมากที่สุดคือวัยหนุ่มสาว อายุ 20–29 ปี

ในระดับพื้นที่ จังหวัดสุพรรณบุรีมีจำนวนอุบัติเหตุสูงสุด ขณะที่กรุงเทพมหานครมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในวันเดียว ส่วนภาพรวมสะสม จังหวัดลำปางมีสถิติอุบัติเหตุและผู้บาดเจ็บสูงสุด ขณะที่กรุงเทพมหานครยังคงเป็นพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตสะสมมากที่สุด

แม้จะมีถึง 30 จังหวัดที่ยังคง “ศูนย์ตาย” แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงไม่ประมาท เนื่องจากวันที่ 13 เมษายน ซึ่งเป็นวันสงกรานต์หลัก คาดว่าจะมีประชาชนออกมาเล่นน้ำและเดินทางจำนวนมาก เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น

ศปถ. จึงสั่งการให้ทุกจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะ 10 ข้อหาหลัก ควบคู่กับการควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเคร่งครัด ห้ามขายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีโดยเด็ดขาด พร้อมกำชับให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หากพบกรณีเยาวชนดื่มแล้วขับจนเกิดเหตุร้าย

นอกจากนี้ ยังเน้นมาตรการเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยง ทั้งด่านชุมชน ด่านครอบครัว และการเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่ เพื่อ “ตักเตือนก่อนเกิดเหตุ” ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน ประชาชนถูกขอความร่วมมือให้เล่นน้ำอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการสาดน้ำใส่รถจักรยานยนต์โดยตรง ไม่เล่นน้ำกลางถนน และหลีกเลี่ยงการโดยสารท้ายกระบะในลักษณะเสี่ยงอันตราย

ท้ายที่สุด หน่วยงานรัฐย้ำความพร้อมในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ โดยเตรียมระบบสื่อสารและทีมกู้ชีพให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมอำนวยความสะดวกให้รถฉุกเฉินเข้าถึงจุดเกิดเหตุได้ทันท่วงที

ประชาชนสามารถแจ้งเหตุฉุกเฉินได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน 1784 หรือไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ1784” เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ