
วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ
นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของวงการคณะสงฆ์ไทยและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ยกวัดราษฎร์จำนวน 5 แห่ง ขึ้นเป็น “พระอารามหลวง” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ วันที่ 3 มิถุนายน 2569
ทั้ง 5 วัดที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ กระจายอยู่ครบทุกภูมิภาคของประเทศ ประกอบด้วย วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ วัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง วัดป่าแสงอรุณ จังหวัดขอนแก่น วัดราชประดิษฐาน หรือ วัดพะโคะ จังหวัดสงขลา และ วัดสาลโคดม จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งล้วนเป็นวัดที่มีความโดดเด่นทั้งด้านประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนา ศิลปกรรม และสายสัมพันธ์แห่งพระราชศรัทธาที่เชื่อมโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์มาอย่างยาวนาน

วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ
สำหรับ “วัดอโศการาม” จังหวัดสมุทรปราการ ถือเป็นอารามต้นแบบด้านกรรมฐานศึกษาที่พระสุทธิธรรมรังสี คัมภีรเมธาจารย์ หรือ “หลวงพ่อลี ธมฺมธโร” ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2498 เพื่อถวายเป็นราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระเจ้าอโศกมหาราช และยังเป็นสถานที่สำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เคยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระธุตังคเจดีย์ เมื่อปี 2509
ภายในวัดเต็มไปด้วยความสงบร่มรื่น เป็นศูนย์กลางสายวิปัสสนากรรมฐานที่สำคัญของภาคกลาง จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในวัดที่ทรงคุณค่าทางจิตวิญญาณของประเทศ

วัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง
ขณะที่ “วัดพระธาตุลำปางหลวง” จังหวัดลำปาง คือพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวล้านนามาแต่โบราณ เป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้คนทั่วภาคเหนือ และยังเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุลำปางหลวง รวมถึงพระแก้วดอนเต้า อันเป็นปูชนียวัตถุสำคัญแห่งราชอาณาจักร
วัดแห่งนี้ยังผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างลึกซึ้ง โดยในปี 2514 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระราชโอรสพระราชธิดา เคยเสด็จพระราชดำเนินไปถวายน้ำสรงพระบรมธาตุ ท่ามกลางความปลาบปลื้มของพสกนิกรชาวเหนือ

วัดป่าแสงอรุณ จังหวัดขอนแก่น
ด้าน “วัดป่าแสงอรุณ” จังหวัดขอนแก่น เป็นวัดสายพระกรรมฐานที่สืบทอดเจตนารมณ์จากสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่แห่งสายวัดป่าไทย โดดเด่นทั้งด้านการปฏิบัติธรรม การศึกษาพระปริยัติธรรม และการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอีสาน
โดยเฉพาะ “สิมอีสาน” อันงดงาม ซึ่งสะท้อนภูมิปัญญาพื้นบ้านและอัตลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมได้อย่างชัดเจน จนกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาคณะสงฆ์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นเสาหลักสำคัญของพระพุทธศาสนาในอีสาน

วัดราชประดิษฐาน หรือ วัดพะโคะ จังหวัดสงขลา
ส่วน “วัดราชประดิษฐาน” หรือ “วัดพะโคะ” จังหวัดสงขลา เป็นวัดโบราณเก่าแก่แห่งคาบสมุทรสทิงพระ มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เคยได้รับพระราชูปถัมภ์จากกษัตริย์หลายพระองค์ ทั้งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ และสมเด็จพระเอกาทศรถ
วัดแห่งนี้ยังเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ในภาคใต้ และมี “พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ” เป็นปูชนียสถานสำคัญ เปรียบเสมือนพยานแห่งความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในดินแดนด้ามขวานไทย

วัดสาลโคดม จังหวัดสิงห์บุรี
ปิดท้ายที่ “วัดสาลโคดม” จังหวัดสิงห์บุรี วัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา ซึ่งได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งสำคัญจากหม่อมหลวงบัว กิติยากร พระชนนีในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังทรงพระราชศรัทธาพระราชทานทรัพย์สร้างอุโบสถ พร้อมพระราชทานพระราชานุญาตให้อัญเชิญอักษรพระนามาภิไธย “ส.ก.” ประดิษฐานบนหน้าบันอุโบสถอีกด้วย

พระพุทธชินวรมุนี
วัดสาลโคดมยังเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธชินวรมุนี” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพศรัทธา และยังได้รับพระราชูปถัมภ์สืบต่อมาจากพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ กระทั่งในรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ยังทรงมีพระราชปณิธานสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชกรณียกิจแห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงอย่างต่อเนื่อง
การยกวัดทั้ง 5 แห่งขึ้นเป็นพระอารามหลวงในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการยกระดับฐานะของวัด หากยังสะท้อนถึงสายธารแห่งพระราชศรัทธาที่สืบทอดจากอดีตสู่ปัจจุบัน เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และพระพุทธศาสนาเข้าไว้ด้วยกันอย่างทรงคุณค่า
และในห้วงมหามงคลแห่งพระชนมพรรษา 4 รอบของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระอารามหลวงทั้ง 5 แห่งนี้ จะกลายเป็นอีกหนึ่ง “สัญลักษณ์แห่งศรัทธา” ที่จารึกอยู่ในประวัติศาสตร์แผ่นดินไทยสืบไป
