TSPCA จี้หยุด ‘เครื่องรางอาบเลือด’ ที่แลกด้วยชีวิตสัตว์ชี้ทุกชิ้นส่วนคือชีวิตที่ถูกพราก

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ออกมารณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันยุติความเชื่อที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตสัตว์ หลังยังพบการล่าและฆ่าสัตว์เพื่อนำอวัยวะหรือชิ้นส่วนต่าง ๆ ไปทำเป็นเครื่องรางของขลัง วัตถุมงคล และสิ่งยึดเหนี่ยวทางไสยศาสตร์อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างความเชื่อที่ยังคงแพร่หลายในบางพื้นที่ ได้แก่ การตัดเขี้ยวพยูนไปทำยาเสน่ห์ การล่าเสือเพื่อนำเขี้ยวหรือหน้าผากมาเป็นเครื่องรางเสริมอำนาจบารมี การฆ่างูเพื่อนำเดือยงูไปใช้ในความเชื่อเรื่องเสน่ห์ โชคลาภ และการเรียกทรัพย์ รวมถึงการล่าหมูป่าเพื่อนำเขี้ยวมาทำเครื่องรางด้านคงกระพันชาตรี

ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการและผู้อำนวยการ TSPCA กล่าวว่า แม้ความเชื่อเหล่านี้จะสืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนาน แต่ความจริงที่ปรากฏชัดคือ เบื้องหลังเครื่องรางเหล่านั้นไม่ใช่ความศักดิ์สิทธิ์ หากแต่เป็นร่องรอยแห่งความเจ็บปวด ความทรมาน และการสูญเสียชีวิตของสัตว์ผู้บริสุทธิ์

“สัตว์ทุกตัวมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่ในธรรมชาติ มีอิสรภาพ และมีคุณค่าในตัวเองตามบทบาทของระบบนิเวศ ไม่มีสัตว์ตัวใดควรถูกล่า ถูกทรมาน หรือถูกฆ่า เพียงเพื่อนำอวัยวะบางส่วนไปตอบสนองความเชื่อของมนุษย์” ดร.สาธิต กล่าว

TSPCA ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากผู้ล่าเพียงฝ่ายเดียว แต่มีต้นตอมาจากความต้องการของตลาด เพราะทุกการซื้อคือการสร้างอุปสงค์ และทุกอุปสงค์คือแรงผลักดันให้เกิดการล่าเพิ่มขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้ สมาคมจึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันยึดหลัก “ไม่ซื้อ ไม่สะสม ไม่สนับสนุน” การค้าอวัยวะสัตว์ทุกรูปแบบ เพื่อหยุดวงจรการทารุณกรรมสัตว์ที่ไม่จำเป็น และลดแรงจูงใจในการล่าสัตว์ป่า

นอกจากนี้ TSPCA ยังเรียกร้องให้สังคมหันมาส่งต่อความเชื่อที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเมตตาธรรมและการไม่เบียดเบียนชีวิต เพราะการแสวงหาโชคลาภหรืออำนาจใด ๆ ไม่ควรต้องแลกด้วยความทุกข์ทรมานของสิ่งมีชีวิตอื่น

ดร.สาธิต ยังย้ำว่า สัตว์จำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อของความเชื่อเหล่านี้เป็นสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ การล่าและค้าชิ้นส่วนสัตว์ไม่เพียงทำลายประชากรสัตว์ป่า แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยรวมอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ ผู้ที่ล่า ค้า ครอบครอง หรือเกี่ยวข้องกับการค้าชิ้นส่วนสัตว์ป่าผิดกฎหมาย อาจมีความผิดตามกฎหมายอาญาและกฎหมายคุ้มครองสัตว์ รวมถึงอาจเข้าข่ายความผิดฐานทารุณกรรมสัตว์โดยไม่จำเป็นอีกด้วย

ดร.สาธิต กล่าวทิ้งท้ายการรณรงค์ด้วยข้อความว่า “เมตตาต่อทุกชีวิต หยุดความเชื่อที่ต้องแลกด้วยชีวิต หยุดการทารุณกรรมสัตว์” พร้อมย้ำว่า เขี้ยวหนึ่งซี่ หนังหนึ่งผืน หรืออวัยวะหนึ่งชิ้น ล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย และผู้ที่ต้องจ่ายราคานั้น คือสัตว์ที่ไม่มีโอกาสเลือกชะตากรรมของตนเอง

“หยุดซื้อ หยุดเชื่อ หยุดสนับสนุน” เพราะความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง ไม่ควรถูกสร้างขึ้นจากความเจ็บปวดและความตายของชีวิตใดบนโลกใบนี้