กรมชลฯ ยันเขื่อนบนยังไหว! สั่งลดระบายเจ้าพระยาเหลือ 1,900 ลบ.ม. เร่งระบายน้ำช่วยพื้นที่ลุ่มต่ำ

กาญจนบุรีและเพชรบุรีเฝ้าระวังใกล้ชิด หลังฝนตกหนักเติมน้ำในเขื่อนแก่งกระจานทะลัก 102% ด้านกองทัพเรือระดมเรือผลักดันน้ำเร่งระบายแม่น้ำบางปะกงสู้ศึกน้ำทะเลหนุนสูง

สถานการณ์น้ำในประเทศไทยยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนหลักว่า ปัจจุบันเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำ 70% ของความจุเขื่อน และเขื่อนสิริกิติ์อยู่ที่ 82% ซึ่งยืนยันว่าเขื่อนตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยามีความจุเพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์ฝนได้อย่างแน่นอน

จากการติดตามสถานการณ์น้ำในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา พบปริมาณฝนตกที่จังหวัดกำแพงเพชร ส่งผลให้แม่น้ำปิงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างช้าๆ แต่ไม่มากนัก ทางกรมชลประทานจึงได้ประเมินการบริหารจัดการน้ำเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน ตั้งแต่จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ โดยสามารถลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจาก 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมทั้งลดปริมาณน้ำที่เข้าระบบชลประทาน ทั้งคลองชัยนาท–ป่าสัก และแม่น้ำน้อย เพื่อบรรเทาผลกระทบในพื้นที่รอบนอกที่ไม่ ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ในส่วนของการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม นายธเนศร์กล่าวว่า ปริมาณฝนตกยังมีปริมาณไม่มากนัก ทำให้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีระดับต่ำกว่าเกณฑ์เก็บกักและยังมีช่องว่างเพียงพอในการบริหารจัดการ โดยมีการลดการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำป่าสัก ส่งผลให้น้ำที่จะไหลมารวมกันบริเวณวัดพนัญเชิงวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธนามีปริมาณน้อยลง ขณะที่การบริหารน้ำในระบบทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ซึ่งมีมวลน้ำจากอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ไหลมายังจังหวัดปทุมธานี ทางกรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และฝ่ายปกครอง ได้ร่วมมือกันบูรณาการบริหารจัดการน้ำในเขตคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ทั้งการระบายน้ำผ่านคลอง 13-15 ลงสู่อ่าวไทย และผันน้ำผ่านสถานีสูบน้ำปากคลองรังสิตลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเร่งระบายน้ำและคลี่คลายพื้นที่น้ำท่วมขังหลายจุดให้เกิดความสมดุล

สำหรับพื้นที่ภาคตะวันตก การระบายน้ำยังคงเป็นไปตามแผนและไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำอย่างรุนแรง โดยที่อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี มีปริมาณฝนตกตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้ ทำให้เขื่อนแม่กลองยังคงระบายน้ำในอัตรา 900-1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อเร่งระบายออกสู่อ่าวไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนริมน้ำบางแห่งเพียงเล็กน้อยและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ส่วนลุ่มน้ำเพชรบุรี ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีฝนตกหนักบริเวณท้ายเขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนแม่ประจันต์ ทำให้น้ำไหลลงแม่น้ำเพชรบุรีเพิ่มขึ้น แม้ระดับน้ำในเขื่อนแก่งกระจานจะสูงถึง 102% แต่อธิบดีกรมชลประทานได้ลงพื้นที่บัญชาการ พร้อมสั่งลดการระบายน้ำเหลือ 68 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อควบคุมไม่ให้กระทบต่อตัวเมืองเพชรบุรี แต่อาจมีผลกระทบในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำบางจุด

ทางด้านสถานการณ์ในภาคตะวันออก นายธเนศร์เปิดเผยว่า ต้นน้ำแม่น้ำปราจีนบุรีและนครนายกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมวลน้ำไหลลงสู่แม่น้ำบางปะกงบริเวณอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งศักยภาพการระบายน้ำสูงสุดทำได้ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และในช่วงน้ำเท้อสามารถระบายได้ 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากอิทธิพลของน้ำทะเลหนุนสูงเป็นอุปสรรคสำคัญในการระบายน้ำ ทางกองทัพเรือจึงได้สนับสนุนเรือผลักดันน้ำเข้าช่วยเหลือ เพื่อเร่งระบายน้ำในแม่น้ำบางปะกงให้ออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด