มท.ลั่นล้างบางธุรกิจสีเทาตั้ง ฉกอ.ปราบโรงแรมเถื่อน 8 หมื่นแห่งสแกนต่างชาติสวมสิทธิทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคมของกระทรวงมหาดไทย (ฉกอ.) ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมราชสีห์ ชั้น 2 อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายแพทย์ภาณุ พรวัฒนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายพลพีร์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามแต่งตั้งชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคมของกระทรวงมหาดไทยขึ้น เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ ทั้งยาเสพติด การฉ้อโกง การหลอกลวงทางไซเบอร์ การฟอกเงิน และเครือข่ายผิดกฎหมายต่าง ๆ อย่างจริงจัง

สำหรับชุดเฉพาะกิจดังกล่าวประกอบด้วย 5 ชุด ได้แก่ ชุดเฉพาะกิจอำนวยการจัดระเบียบสังคม (ฉกอ.) ชุดเฉพาะกิจป้องกันการกระทำอันขัดต่อนโยบายการจัดระเบียบสังคม (ฉกป.) ชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคม ที่ 1 (ฉกจ.1) ชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคม ที่ 2 (ฉกจ.2) และชุดเฉพาะกิจสืบสวนและขยายผลจัดระเบียบสังคม (ฉกส.) โดยมีภารกิจบูรณาการการทำงานด้านสืบสวน ปราบปราม ควบคุม ตรวจตรา และบังคับใช้กฎหมายทั่วราชอาณาจักร

“ชุดเฉพาะกิจนี้ต้องทำงานอย่างจริงจังในทุกมิติ เพื่อสร้างศรัทธาให้ประชาชน และทำให้สังคมเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย การปราบปรามการทุจริตทุกรูปแบบจะต้องกลับมาเข้มข้นอีกครั้ง โดยยึดแนวทาง ‘ปิดชื่อถือพฤติกรรม’ พิจารณาจากการกระทำโดยไม่เลือกปฏิบัติ” นายพลพีร์ กล่าว

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงมหาดไทยต้องปรับปรุงการทำงานครั้งใหญ่ ผ่านแนวคิด “Reform, Reset และ Enforce” โดย Reform คือการปฏิรูปเพื่อเพิ่มความเข้มข้นในกระบวนการทางกฎหมาย Reset คือการตั้งหลักใหม่ต่อทุกการปฏิบัติหน้าที่ที่เคยถูกสังคมตั้งคำถาม และ Enforce คือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม

นายพลพีร์ ยังสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งเดินหน้าปราบปรามสถานบริการและธุรกิจผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีโรงแรมที่ยังดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมายกว่า 80,000 แห่งทั่วประเทศ พร้อมตรวจสอบถึงต้นตอของปัญหา ทั้งช่องโหว่ของกฎหมาย การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ และการจงใจฝ่าฝืนกฎหมายของผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้เข้มงวดเรื่องการตรวจสอบสัญชาติ การสวมสิทธิออกบัตรประจำตัวประชาชน และการออกเอกสารสิทธิที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยย้ำว่าหากพบการกระทำใดที่เอื้อประโยชน์ให้ชาวต่างชาติเข้ามาเอาเปรียบทรัพยากร เศรษฐกิจ หรือสังคมของคนไทย จะต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดทันที

“ขอให้ฝ่ายปกครองทั้งระดับจังหวัดและอำเภอสแกนพื้นที่เชิงรุก ไม่ต้องรอให้ประชาชนแจ้งเบาะแส แต่ต้องลงมือค้นหาความผิดปกติด้วยตนเอง และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง” นายพลพีร์ กล่าว

พร้อมกันนี้ กระทรวงมหาดไทยยังจะเร่งยกระดับการให้บริการประชาชนผ่านระบบดิจิทัล ทั้งการทำ Social Listening การลงทะเบียนออนไลน์ และการเปิดคลินิกให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการขออนุญาตอย่างถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการของรัฐได้สะดวก รวดเร็ว และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุด้วยว่า การจัดระเบียบโซนนิ่งในพื้นที่ต่าง ๆ จะต้องปรับให้สอดคล้องกับยุคสมัย โดยการบังคับใช้กฎหมายต้องตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัย การพัฒนาเศรษฐกิจ และการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของพื้นที่ในภาพรวม

ทั้งนี้ ได้กำหนดให้ชุดเฉพาะกิจอำนวยการจัดระเบียบสังคมประชุมติดตามผลเป็นประจำทุกวันพุธที่ 2 ของเดือน เพื่อประเมินผลการดำเนินงาน รับฟังปัญหาอุปสรรค และกำหนดแนวทางแก้ไขร่วมกัน โดยผลการดำเนินงานจะต้องมีความชัดเจนและรายงานต่อผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย รวมถึงสื่อสารให้ประชาชนรับทราบทุก ๆ 30 วัน

“การทำงานทั้งด้านการปราบปรามและการปกป้องประชาชนต้องดำเนินควบคู่กันไป และต้องเกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความหวังให้ประชาชนและร่วมกันยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ” นายพลพีร์ กล่าวทิ้งท้าย