‘รมต.ผึ้ง’ ลั่นห้ามหอพัก-อพาร์ทเมนท์บวกกำไรค่าไฟฝ่าฝืนติดคุก-ปรับ 2 แสน

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ซึ่งมีมติเห็นชอบมาตรการด้านไฟฟ้า 7 เรื่อง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ว่า มาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคที่ สคบ. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการควบคุมการเรียกเก็บค่าน้ำและค่าไฟของธุรกิจให้เช่าที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นภาระสำคัญของผู้เช่าทั่วประเทศ ทั้งคนทำงาน นักศึกษา และผู้มีรายได้น้อย

ทั้งนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการลดค่าครองชีพประชาชนในทุกมิติ โดยมติ กพช. ครั้งล่าสุดได้กำหนดให้ปรับลดค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย 200 หน่วยแรก เหลืออัตรา 3 บาทต่อหน่วย และขยายนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยให้ครอบคลุมบ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ รวมถึงบ้านที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ให้สามารถใช้อัตราค่าไฟเดียวกับบ้านอยู่อาศัยทั่วไป แทนอัตราชั่วคราวที่มีราคาสูงกว่า

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ก่อนที่มติ กพช. จะออกมา สคบ. ได้วางกลไกคุ้มครองผู้เช่าไว้ล่วงหน้า ผ่านประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจเรียกเก็บค่าน้ำและค่าไฟจากผู้เช่าได้ไม่เกินอัตราที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บจริง ห้ามบวกกำไรส่วนต่าง และต้องระบุวิธีคำนวณค่าใช้จ่ายไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วยนายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจห้องเช่ามาแล้ว ทั้งในพื้นที่ย่านรามคำแหง กรุงเทพมหานคร และจังหวัดอุดรธานี เพื่อกำชับให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดค่าครองชีพของประชาชนตั้งแต่ต้นทาง แต่ราคาที่ลดลงจะไม่มีความหมายเลย หากผู้เช่ายังถูกบวกกำไรค่าไฟที่ปลายทาง สคบ. จึงวางกติกาเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้ว ค่าน้ำและค่าไฟห้องเช่าต้องเก็บตามจริง ห้ามบวกกำไรส่วนต่าง และเมื่อรัฐลดราคาให้ ผู้ประกอบการต้องส่งต่อส่วนลดนั้นถึงมือผู้เช่าเต็มจำนวน” นางสาวศุภมาส กล่าว

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ประกาศควบคุมสัญญาดังกล่าวยังคุ้มครองผู้เช่าในหลายด้าน โดยห้ามเรียกเก็บค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันรวมกันเกิน 3 เดือนของอัตราค่าเช่ารายเดือน อีกทั้งเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง หากผู้เช่าไม่ได้ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินประกันภายใน 7 วัน สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมาย จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. ขยายผลการตรวจสอบธุรกิจห้องเช่าไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ และให้จับตาเป็นพิเศษในช่วงที่อัตราค่าไฟฟ้าใหม่เริ่มมีผลบังคับใช้ พร้อมมอบหมายให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรีติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด รวมถึงบูรณาการข้อมูลร่วมกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากนโยบายลดค่าไฟอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

“ค่าไฟลดที่ต้นทางแล้ว ต้องลดถึงมือผู้เช่าด้วย ขอให้ผู้เช่าทุกคนตรวจสอบบิลค่าน้ำและค่าไฟของตนเองทุกเดือน เปรียบเทียบกับอัตราที่การไฟฟ้าและการประปาเรียกเก็บจริง หากพบว่าถูกเรียกเก็บเกินจริง ถูกริบเงินประกันโดยไม่เป็นธรรม หรือถูกเอาเปรียบจากสัญญาเช่า สามารถร้องเรียนได้ทันที สคบ. จะดำเนินการกับผู้ประกอบธุรกิจที่เอาเปรียบผู้บริโภคตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด” นางสาวศุภมาส กล่าวย้ำ