สถาบันยุวทัศน์ฯ ซัดโฆษก ‘เอกภพ’ มีพิรุธโจมตีองค์กร จี้ นายกฯจัดการคนไร้วุฒิภาวะ

ยุวทัศน์สวน “หมอเอก” แจงจดทะเบียนมูลนิธิแล้ว ยันทุกรายจ่ายทุน สสส.ต้องผ่านการตรวจสอบ ตั้งคำถามถูกโจมตีเพราะต้านบุหรี่ไฟฟ้าหรือไม่ พร้อมจี้ “อนุทิน” ทบทวนตัวโฆษกรัฐบาล

นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) ชี้แจงกรณี นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “หมอเอก Ekkapob Pianpises” ตั้งคำถามถึงการรับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และระบุว่าไม่พบสถานะทางกฎหมายของสถาบันยุวทัศน์ฯ โดยนายพชรพรรษ์เห็นว่า ข้อความดังกล่าวสร้างความสับสนแก่ประชาชนและกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กร

นายพชรพรรษ์กล่าวว่า ยท.จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลประเภทมูลนิธิตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ส่วนก่อนหน้านั้น แม้ยังไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล แต่ดำเนินงานต่อเนื่องมา 15 ปี และเคยขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรเครือข่ายทางวัฒนธรรมตาม พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 ต่อมาองค์กรได้แจ้งความประสงค์ต่อกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ขอถอนชื่อจากการเป็นองค์กรเครือข่ายทางวัฒนธรรม เนื่องจากบทบาทและภารกิจไม่สอดคล้องกับการทำงานตามกฎหมายดังกล่าว ก่อนจดทะเบียนเป็นมูลนิธิในเวลาต่อมา

นายพชรพรรษ์ระบุด้วยว่า การดำเนินงานก่อนเป็นมูลนิธิอยู่ภายใต้เสรีภาพในการรวมกลุ่มตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 42 ซึ่งรับรองเสรีภาพของบุคคลในการรวมกันเป็นสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น โดย ยท.เป็นการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ที่นำความรู้ ความเสียสละ และศักยภาพด้านการบริหาร มาช่วยสนับสนุนงานบริการสาธารณะ

สำหรับข้อสงสัยเรื่องการรับทุนจาก สสส. นายพชรพรรษ์ชี้แจงว่า ก่อนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีการรับทุนในนามบุคคลธรรมดา ตามข้อบังคับของกองทุนที่เปิดให้ประชาชนและองค์กรภาคส่วนต่าง ๆ เสนอโครงการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมได้ ส่วนปัจจุบันรับทุนในนามมูลนิธิ โดยยังต้องผ่านขั้นตอนพิจารณางบประมาณและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเช่นเดียวกัน

นายพชรพรรษ์ยืนยันว่า เงินสนับสนุนไม่ได้เป็นเงินเหมาจ่ายที่นำไปใช้ได้โดยไม่ตรวจสอบ แต่ต้องจัดทำเอกสารรายจ่ายและให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือ CPA ตรวจสอบก่อนเบิกเงินงวดถัดไป หากเอกสารไม่ครบถ้วนต้องแก้ไข และหากใช้จ่ายผิดระเบียบก็ต้องถูกเรียกเงินคืน

เลขาธิการ ยท.ตั้งข้อสงสัยถึงเหตุที่นายเอกภพวิจารณ์องค์กรอย่างต่อเนื่องว่า เกี่ยวข้องกับบทบาทป้องกันนักสูบหน้าใหม่และการคัดค้านการทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายหรือไม่ โดยกล่าวว่า ยท.มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และส่งข้อมูลจนนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดจำนวนมาก

นายพชรพรรษ์กล่าวอ้างถึงภาพข่าวและป้ายหาเสียงในอดีตของนายเอกภพ รวมถึงข้อความที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2566 ซึ่งมีประเด็นสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ยกเลิกกฎหมายควบคุมยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนแก้ไขกฎหมาย สสส. พร้อมตั้งคำถามว่า แนวทางดังกล่าวขัดกับการทำงานของ ยท.หรือไม่

นายพชรพรรษ์จึงเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พิจารณาพฤติกรรมและการสื่อสารของนายเอกภพ โดยเห็นว่าอาจกระทบความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล และอาจไม่สอดคล้องกับจุดยืนของนายกรัฐมนตรีที่คัดค้านการเปิดเสรีบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมเสนอให้พิจารณาบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และวุฒิภาวะเหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่โฆษกรัฐบาลแทน

ด้าน ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงการตั้งคำถามของโฆษกรัฐบาลต่อการทำงานของ สสส. โดยเชื่อมโยงกับการปรับโครงสร้างภาษียาสูบปี 2560 จากอัตราเดียวเป็น 2 อัตรา และผลกระทบต่อรายได้การยาสูบแห่งประเทศไทยกับชาวไร่ยาสูบว่า เป็นเรื่องที่ไม่ควรนำมาปะปนกัน

ศ.นพ.มานพอธิบายว่า ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ หรือ Earmarked Tax เป็นการจัดเก็บและจัดสรรรายได้เพื่อภารกิจที่กำหนดไว้ เช่น การส่งเสริมสุขภาพ โดยอาจมีแหล่งรายได้จากภาษีบาป หรือ Sin Tax ที่จัดเก็บจากสินค้าทำลายสุขภาพ ซึ่งมีเป้าหมายให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบและปรับพฤติกรรมให้มีสุขภาวะดีขึ้น

ดังนั้น หากการทำงานของ สสส.ช่วยให้ประชาชนสูบบุหรี่หรือดื่มสุราน้อยลง แม้ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีจากสินค้าเหล่านี้ลดลง ก็ควรมองว่าเป็นผลดีและเป็นสิ่งที่ต้องสนับสนุน เพราะรัฐจะมีภาระค่าใช้จ่ายรักษาโรคจากเหล้าและบุหรี่ในระยะยาวลดลงด้วย โดย ศ.นพ.มานพเห็นว่าภาระค่ารักษาโรคเหล่านี้สูงกว่ารายได้ภาษีที่รัฐได้รับ

ส่วนข้อกล่าวถึงการเติบโตของบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ บุหรี่เถื่อน และบุหรี่ไฟฟ้านั้น ศ.นพ.มานพตั้งคำถามว่า การบังคับใช้กฎหมายเป็นหน้าที่ของรัฐบาลหรือไม่ เนื่องจาก สสส.เป็นองค์กรด้านสุขภาพ ไม่มีอำนาจจับกุมหรือดำเนินคดีผู้กระทำผิด พร้อมแสดงความกังวลว่าการสื่อสารลักษณะนี้อาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน และตั้งคำถามว่าเป็นการนำ “สสส.มาเป็นแพะหรือไม่”

ศ.นพ.มานพกล่าวว่า หากรัฐบาลมีข้อสงสัยเรื่องการใช้จ่ายเงิน การบริหารงบประมาณ หรือมองว่ามีบุคคลบางกลุ่ม เช่น องค์กรพัฒนาเอกชน ได้ประโยชน์จากเงินสนับสนุน ก็ควรมุ่งปรับปรุงระบบตรวจสอบและเพิ่มความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ มากกว่าการแก้กฎหมายเปลี่ยนแหล่งที่มาของเงินจนกระทบหลักการภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้านสุขภาพ