
“ทนายตั้ม” มาเต็ม ขี่เจ็ตสกีบกแต่งชุดว่ายน้ำบุก DSI ก่อนเปลี่ยนสูทแดง หอบ “คลิปลับ” และข้อมูลเส้นทางเงิน จี้สอบการระดมทุนมูลนิธิกัน จอมพลัง
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” สร้างความฮือฮา ขับ “เจ็ตสกีบก” แต่งกายด้วยชุดว่ายน้ำ เสื้อชูชีพ และติดหนวด เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ขอให้ตรวจสอบการระดมทุนและการดำเนินงานของ “มูลนิธิกัน จอมพลังช่วยสู้” พร้อมนำหลักฐานที่ระบุว่าเป็น “คลิปลับ” เบื้องหลังการทำงานมอบให้เจ้าหน้าที่ใช้ประกอบการตรวจสอบ

จากนั้น ทนายตั้มได้เปลี่ยนมาใส่สูทสีแดง พร้อมปฏิเสธว่า การแต่งตัวดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาทำคอนเทนต์เรียกร้องความสนใจ แต่ต้องการสะท้อนว่า การสร้างภาพการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนนั้นสามารถ “จัดฉาก” ขึ้นได้ จึงต้องการให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบข้อเท็จจริงและเส้นทางการเงินอย่างละเอียด
ทนายตั้มระบุว่า ได้รับข้อมูลจำนวนมากซึ่งเห็นว่าอาจมีพฤติการณ์ที่จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยกล่าวอ้างถึงการจ่ายเงินสดให้บุคคลที่เข้ามาทำงาน เพื่อไม่ให้ปรากฏหลักฐานทางการเงิน รวมถึงการไม่ให้บุคคลบางกลุ่มมีช่องทางติดต่อโดยตรงกับมูลนิธิฯ
นอกจากนี้ ยังกล่าวอ้างถึงกรณีการให้บุคคลใกล้ชิดเปิดบัญชีเพื่อรับเงิน โดยมีค่าตอบแทน 5,000 บาท และพบข้อมูลว่าบัญชีหนึ่งมียอดเงินโอนเข้ามากกว่า 10 ล้านบาทภายในคืนเดียว ซึ่งทั้งหมดได้ส่งมอบข้อมูลให้ DSI ตรวจสอบว่ามีข้อเท็จจริงและเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่

ทนายตั้มยังตั้งข้อสังเกตถึงเส้นทางเงินจำนวน 10 ล้านบาท ที่ระบุว่าถูกโอนเข้าสู่บัญชีบุคคลที่เป็นเลขานุการของภรรยา “กัน จอมพลัง” พร้อมตั้งคำถามถึงการจัดซื้อชุดเกราะระดับ Level 4 ว่า มีส่วนต่างของราคาหรือไม่ รวมถึงกรณีทรายและหินที่ได้รับบริจาคมาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่กลับมีการเปิดระดมทุนเพื่อจัดทำบังเกอร์ ซึ่งต้องการให้มีการชี้แจงที่มาที่ไปของเงินอย่างชัดเจน
พร้อมกันนี้ ทนายตั้มยังฝากคำถามถึง “กัน จอมพลัง” เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับบุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือดำเนินคดีเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ และเรียกร้องให้มูลนิธิเปิดเผยระบบการรับและจ่ายเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สังคมตรวจสอบได้ แทนการปิดกั้นหรือบล็อกบุคคลที่ตั้งคำถาม
ทนายตั้มกล่าวอีกว่า ขณะนี้พยานบางรายเริ่มถูกข่มขู่ เนื่องจากมองว่าอีกฝ่ายมีเครือข่ายและคอนเนกชันกว้างขวาง จึงเตรียมนำพยานเข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน DSI เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
