เตือนภัยโรคอุบัติใหม่จากสัตว์สู่คนยิ่งรุกป่ายิ่งเสี่ยงโรคระบาดจี้เปลี่ยนพฤติกรรม

รศ.ดร.น.สพ.ศิวะพงษ์ สังข์ประดิษฐ์ กรรมการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) และอาจารย์คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา “โรคอุบัติใหม่จากสัตว์สู่คน” ได้เปลี่ยนจากองค์ความรู้เฉพาะทางในวงการแพทย์และสัตวแพทย์ กลายเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และการดำเนินชีวิตของผู้คนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ไข้หวัดนก โรคซาร์ส เมอร์ส โควิด-19 จนถึงโรคฝีดาษลิง

โรคเหล่านี้ไม่ใช่เหตุบังเอิญ หรือเป็นคำสาปจากธรรมชาติ แต่ล้วนเป็นผลโดยตรงจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศจนเสียสมดุล

จากข้อมูลทางระบาดวิทยาระดับสากลพบว่า มากกว่าร้อยละ 60 ของโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ในมนุษย์มีต้นกำเนิดมาจากสัตว์ และในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 70 เป็นเชื้อที่ข้ามสายพันธุ์มาจากสัตว์ป่า ซึ่งคำถามที่หลายคนสงสัยว่า เหตุใดโรคเหล่านี้จึงเพิ่งเกิดการระบาด ทั้งที่สัตว์ป่าอยู่กับธรรมชาติมานานนับร้อยนับพันปี คำตอบไม่ได้อยู่ที่สัตว์ป่า แต่อยู่ที่ “มนุษย์” ซึ่งเป็นผู้สร้างสะพานให้เชื้อโรคเดินทางมาถึงตัวเอง

ในอดีต ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ทำหน้าที่เป็นกำแพงธรรมชาติ กักเก็บเชื้อโรคให้อยู่ภายในระบบนิเวศของสัตว์ป่า แต่เมื่อจำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้น ความต้องการพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรมก็ขยายตัวตาม ส่งผลให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า การสร้างเขื่อน การสร้างถนนตัดผ่านพื้นที่ป่า และการบุกรุกพื้นที่ธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง

เมื่อถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าถูกทำลาย สัตว์หลายชนิดต้องอพยพเข้ามาอยู่ใกล้ชุมชน ฟาร์มปศุสัตว์ หรือแม้แต่บริเวณบ้านเรือนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นค้างคาว หนู หรือลิง ทำให้โอกาสที่มนุษย์จะสัมผัสเชื้อโรคผ่านสารคัดหลั่งหรือสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ การค้าสัตว์ป่าทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย รวมถึงการนำสัตว์ป่ามาเลี้ยงหรือบริโภค ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เชื้อโรคพัฒนาและกลายพันธุ์ได้รวดเร็ว เพราะสัตว์ต่างสายพันธุ์ที่ไม่เคยอยู่ร่วมกันตามธรรมชาติถูกนำมารวมไว้ในพื้นที่แออัด เอื้อให้เชื้อโรคแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมและปรับตัวจนสามารถแพร่สู่มนุษย์ได้ง่ายขึ้น

รศ.ดร.น.สพ.ศิวะพงษ์ ย้ำว่า แนวทางรับมือที่ถูกต้องไม่ใช่การตื่นตระหนกหรือกำจัดสัตว์ที่เป็นพาหะ เพราะสัตว์ป่าหลายชนิดมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ เช่น การผสมเกสร การกระจายเมล็ดพันธุ์ และการควบคุมแมลงศัตรูพืช หากทำลายสัตว์เหล่านี้จะยิ่งทำให้ธรรมชาติเสียสมดุล และอาจนำไปสู่วิกฤตรูปแบบใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม

สิ่งที่ประชาชนสามารถทำได้ทันที คือหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง โดยไม่สนับสนุนการค้าสัตว์ป่า ไม่ซื้อสัตว์แปลกมาเลี้ยง ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ป่า รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลด้วยหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” ดูแลบ้านเรือนไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์พาหะ รวมทั้งทำความเข้าใจแนวคิด “สุขภาพหนึ่งเดียว” หรือ One Health ที่มองว่าสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกัน หากธรรมชาติเสียสมดุล สุดท้ายผลกระทบก็ย้อนกลับมาสู่มนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“โควิด-19 ไม่ใช่โรคระบาดครั้งสุดท้ายที่มนุษยชาติจะต้องเผชิญ ตราบใดที่มนุษย์ยังคงบุกรุกธรรมชาติและทำลายระบบนิเวศ เชื้อโรคก็พร้อมปรับตัวและหาทางข้ามสายพันธุ์อยู่เสมอ ดังนั้นการมีความรู้ที่ถูกต้อง ตื่นตัวอย่างมีสติ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เกื้อกูลต่อธรรมชาติ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน” รศ.ดร.น.สพ.ศิวะพงษ์ กล่าว

ด้าน ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) กล่าวว่า สมาคมฯ เดินหน้ารณรงค์ให้ความรู้เรื่องการดูแลสัตว์อย่างถูกต้อง เพื่อส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ ลดการทารุณกรรม และลดความเสี่ยงของโรคที่อาจแพร่จากสัตว์สู่คน

พร้อมแนะนำให้ประชาชนเลี้ยงสัตว์เมื่อมีความพร้อม มีเวลาและรับผิดชอบตลอดอายุของสัตว์ ไม่ปล่อยสัตว์ผิดธรรมชาติ เช่น จับนกมาปล่อย ปล่อยเต่าหรือปูผิดแหล่งอาศัย เพราะนอกจากไม่ใช่การทำบุญที่แท้จริงแล้ว ยังอาจสร้างความทุกข์ทรมานแก่สัตว์และกระทบต่อระบบนิเวศ

ส่วนการท่องเที่ยวชมสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเป็นวาฬ โลมา หรือพะยูน ควรทำอย่างรับผิดชอบ เว้นระยะห่าง ไม่ไล่ติดตาม ไม่ส่งเสียงดัง และไม่ให้อาหารสัตว์ เพื่อไม่รบกวนพฤติกรรมตามธรรมชาติ

ดร.สาธิต ย้ำว่า การปฏิบัติต่อสัตว์อย่างถูกต้องและเข้าใจธรรมชาติ คือหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย เพราะสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ล้วนเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก และทุกชีวิตบนโลกต่างมีคุณค่าที่ควรได้รับการดูแลอย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน