เปิดภาพเงาโลกกลืนดวงจันทร์ทั้งดวง “จันทรุปราคาเต็มดวง” สาดสีแดงเหนือขอบฟ้าไทย

ค่ำวันที่ 3 มีนาคม 2569 ท้องฟ้าเมืองไทยกลายเป็นเวทีของปรากฏการณ์หายาก เมื่อดวงจันทร์เต็มดวงค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่เงามืดของโลก จนทั้งดวงถูกกลืนหายและแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงอิฐเข้ม สะกดสายตาผู้คนทั่วประเทศ

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เผยภาพประวัติศาสตร์ที่บันทึกได้เวลา 18.56 น. เป็นจังหวะที่ดวงจันทร์จมอยู่ในเงามืดอย่างสมบูรณ์ เกิดเป็น “จันทรุปราคาเต็มดวง” สีแดงสวยเด่นกลางฟ้า ภาพชุดหนึ่งถูกถ่ายจาก หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา ขณะเดียวกันยังมีภาพจากหลายจังหวัดที่ต่างจับภาพความมหัศจรรย์เดียวกันไว้ได้

แม้ประเทศไทยจะสามารถสังเกตปรากฏการณ์นี้ได้ทั่วประเทศ แต่ความพิเศษอยู่ตรงที่จันทรุปราคาเริ่มต้นขึ้นก่อนดวงจันทร์จะโผล่พ้นขอบฟ้า ทำให้เมื่อดวงจันทร์ค่อย ๆ ลอยขึ้นทางทิศตะวันออก ปรากฏการณ์ได้ดำเนินมาถึงช่วงเต็มดวงแล้วพอดี จังหวะเดียวกับที่ดวงอาทิตย์เพิ่งลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก ฟ้ายังไม่มืดสนิท ส่งผลให้ช่วงแรกการสังเกตทำได้ยาก

สำหรับกรุงเทพฯ ขอบบนของดวงจันทร์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าเวลา 18.23 น. ทว่าเมฆหมอกและฝุ่นควันใกล้ขอบฟ้าทำให้ภาพยังเลือนราง ต้องรอให้ดวงจันทร์ไต่ระดับสูงขึ้น ท้องฟ้ามืดลง จึงเริ่มเห็นสีแดงเข้มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

เวลา 19.03 น. จันทรุปราคาเต็มดวงสิ้นสุดลง แต่เงามืดยังคงบังพื้นผิวบางส่วน เกิดเป็น “จันทรุปราคาบางส่วน” ดวงจันทร์ค่อย ๆ คลายตัวจากเงาโลก แสงสว่างเพิ่มขึ้นทีละน้อย จนพ้นเงามืดทั้งหมดในเวลา 20.17 น. อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ยังไม่จบเพียงเท่านั้น ผิวดวงจันทร์ยังหมองคล้ำจากเงามัวต่ออีกเกือบ 1 ชั่วโมง ก่อนจะสิ้นสุดอย่างสมบูรณ์ในเวลา 21.23 น.

นักดาราศาสตร์ อธิบายว่า เวลาสัมผัสเงาในแต่ละช่วงเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ แตกต่างเพียงมุมมองและตำแหน่งดวงจันทร์ที่ปรากฏบนท้องฟ้าในแต่ละพื้นที่

ด้าน สมาคมดาราศาสตร์ไทย ระบุว่า หลังจากค่ำคืนแห่งความทรงจำนี้ ผู้ที่พลาดชมต้องรอถึงคืนวันที่ 6 กรกฎาคม 2571 จึงจะได้เห็นจันทรุปราคาบางส่วนอีกครั้ง ส่วนจันทรุปราคาเต็มดวงถัดไปจะเกิดในคืนวันสิ้นปี 2571 ต่อเนื่องเข้าสู่ปี 2572 ซึ่งเป็นจังหวะข้ามปีพอดีกับเขตเวลาประเทศไทย นับเป็นโอกาสพิเศษในการบันทึกภาพ “ดวงจันทร์สีแดงอิฐ” เคียงคู่พลุเฉลิมฉลองปีใหม่

ค่ำคืน 3 มีนาคมจึงไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ แต่คือช่วงเวลาที่ผู้คนทั้งประเทศเงยหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกัน และเห็นเงาโลกของตนเองทาบทับลงบนดวงจันทร์ภาพย้ำเตือนถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวาล และความเล็กจ้อยของเราบนผืนโลกใบนี้