
ภายใต้รั้วของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วควรเป็น “เวทีแห่งปัญญา” และ “พื้นที่ของอิสรภาพทางวิชาการ” กลับมีเรื่องราวที่พลิกโฉมหน้าของการบริหารสถาบันอุดมศึกษาให้กลายเป็นละครการเมือง โดยมีบทบาทของอำนาจเงาที่ไม่เปิดเผยแต่แทรกซึมอยู่ในเบื้องหลัง ตั้งแต่การสรรหาผู้นำสูงสุด คือ “อธิการบดี”
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 เก้าอี้อธิการบดีของมหาวิทยาลัยรามคำแหงถูกปลดปล่อยให้ว่างลงหลังจากที่ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ครบวาระดำรงตำแหน่ง การเปลี่ยนผ่านจึงเริ่มขึ้น รักษาการอธิการบดี ผศ.ดร.บุญชาล ทองประยูร เข้ามาดำเนินการชั่วคราว แต่เบื้องหลังนั้น เหมือนมีการจัดวางหมากไว้ล่วงหน้า ทั้งการเปลี่ยนแปลงภายในสภามหาวิทยาลัย และการจัดตำแหน่งบุคคลในเครือข่าย
ในช่วงเดือนกันยายน 2563 เกิดการเปลี่ยนแปลงในสภามหาวิทยาลัยอย่างรวดเร็ว นายชีพ จุลมนต์ ลาออกจากตำแหน่งนายกสภา แล้วนายสงวน ตียะไพบูลย์สิน เข้ามาแทน พร้อมกับการเปลี่ยนประธานกรรมการสรรหาอธิการบดี เป็น พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นสัญญาณให้เห็นว่า “สนามอำนาจ” กำลังถูกจัดระเบียบใหม่
จากนั้น เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563 การเลือกตั้งอธิการบดีจัดขึ้น และผศ.ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ได้รับเลือกอย่างท่วมท้นจากเสียงคณะอาจารย์ ข้าราชการ และนักศึกษา ดูเหมือนการเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นอย่างราบรื่นและได้รับการรับรองจากภายในมหาวิทยาลัย
แต่ “เสียงชื่นชม” นี้กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการ “บ่อนเซาะทำลาย” ถัดจากนั้นไม่นาน…
เพียงไม่กี่วันหลังจากได้รับเลือก อำนาจเงาที่อยู่เบื้องหลังเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเป็นระเบียบ มีหนังสือร้องเรียนถูกส่งไปยังหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผู้ตรวจการแผ่นดิน และสภามหาวิทยาลัย กล่าวหาว่า การเลือกตั้งอธิการบดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระบวนการถูกตั้งคำถาม ภาพของมหาวิทยาลัยที่เคยสงบเงียบกลับถูกกระตุกขึ้นโดย “เสียงกระซิบ” ในห้องประชุม และในวงเสวนาภายใน
แม้ว่าในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 สภามหาวิทยาลัยจะมีมติว่าไม่มีการกระทำผิดจริงตามข้อร้องเรียน และต่อมาในวันที่ 12 กันยายน 2564 พระบรมราชโองการได้ทรงแต่งตั้งผศ.ดร.สืบพงษ์ เป็นอธิการบดีอย่างเป็นทางการ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ “แรงกดดัน” ที่ไม่เคยหายไป การตั้งคำถามกลับมาใหม่ในหลายประเด็น ทั้งคุณสมบัติทางวิชาการ วุฒิการศึกษาจากต่างประเทศ รวมถึงการบริหารภายใน
ปลายปี 2564 ปรากฏระเบิดข่าวใหญ่ เมื่อกลุ่ม “พิทักษ์คุณธรรม” ยื่นหนังสือร้องเรียนว่าอธิการบดีมีทรัพย์สินผิดปกติ มีการปล่อยข่าวต่อสาธารณะ ชื่อเสียงเริ่มสั่นคลอน และ ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2564 สภามหาวิทยาลัยมีมติถอดถอนอธิการบดีพร้อมแต่งตั้งรักษาการทันที โดยไม่รอให้สิ้นสุดวาระอย่างครบถ้วน
ภาพในวันนั้น ทำให้ผู้คนตั้งคำถามว่า นี่คือการใช้ “กลไกสภาเพื่อยึดอำนาจ” หรือเพื่อรักษาความชอบธรรมของมหาวิทยาลัย
ข้อมูลจากข่าว “บ้านเมือง” วันที่ 20 ตุลาคม 2568 ระบุว่า สว. เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. ได้ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีถึงประเด็นการรับรองวุฒิการศึกษาต่างประเทศ และโดยเฉพาะกรณีของผศ.ดร.สืบพงษ์ ซึ่งได้รับปริญญาเอกจาก Pacific States University สหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการรับรองโดย ACICS และผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามมาตรฐานของ ก.พ. แล้ว ขณะเดียวกันกลับถูกสอบถามซ้ำและถูกถอดถอนอย่างไม่เป็นธรรม
เรื่องนี้สะท้อน “สองมาตรฐาน” ในระบบอุดมศึกษาไทย: หนึ่งคือ ผู้ที่ได้รับวุฒิการศึกษาจากต่างประเทศ ในกรณีนี้ ผศ.ดร.สืบพงษ์ ได้รับการตรวจสอบและยืนยันว่าหลักสูตรได้รับการรับรองตามมาตรฐาน แต่กลับตกเป็นเหยื่อของกลไกภายในมหาวิทยาลัยที่ใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง ในขณะที่บุคคลอื่นซึ่งจบหลักสูตรเดียวกันและเวลาใกล้กันกลับได้รับการบรรจุหรือผ่านการรับรองโดยไม่มีปัญหา
สองคือ “กลไกของสภามหาวิทยาลัย” ที่แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงผู้นำมหาวิทยาลัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “การเลือกของประชาคม” เท่านั้น แต่รวมถึง “เครือข่ายอำนาจ” ที่หมุนเวียนตำแหน่งกันไปมา จากรักษาการอธิการบดี สู่การแต่งตั้งประธานส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย สู่กระบวนการสรรหาอธิการบดีใหม่ และกลับมาอีกครั้ง
จนถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 สภามหาวิทยาลัยมีมติถอดถอนผศ.ดร.สืบพงษ์อีกครั้งด้วยคะแนนเสียงเฉือน 10 ต่อ 9 และแต่งตั้งผศ.ดร.บุญชาล ทองประยูร เป็นรักษาการอธิการบดีทันที จากนั้นวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 มหาวิทยาลัยประกาศเลิกสัญญาจ้างของผศ.ดร.สืบพงษ์ หายไปจากตำแหน่งแม้จะมีความสงสัยในกระบวนการที่เกิดขึ้น
ในปี 2566 กลายเป็นช่วงเวลาที่สะท้อนความขัดแย้งระหว่างกฎหมายกับการเมืองภายในอย่างชัดเจน เมื่อ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งทุเลาการบังคับให้ผศ.ดร.สืบพงษ์ดำรงตำแหน่งต่อได้ชั่วคราว แต่องค์กรภายในมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้หยุดเคลื่อนไหว มีคำสั่งแต่งตั้งผู้บริหารชุดใหม่ ควบคุมงบประมาณ ระบบงาน และขับไล่ออกจากพื้นที่หลักของอำนาจอย่างเป็นระบบ
วันที่ 24 เมษายน 2566 หมายศาลจังหวัดสมุทรปราการถูกนำมาปิดไว้ที่หน้าสำนักงานอธิการบดี กลายเป็นภาพที่หลายคนจำได้ว่า อดีตผู้นำที่ได้รับเลือกโดยประชาคม ถูกบีบให้ออกจากที่ทำงานของตนเองอย่างเป็นทางการ แม้ในแง่กฎหมายจะยังดำเนินการอยู่ก็ตาม
วันที่ 3 พฤษภาคม 2566 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกคำขอทุเลา ทำให้มติของสภามหาวิทยาลัยมีผลบังคับตามเดิม และจากนั้น 6 วันต่อมา (9 พฤษภาคม 2566) ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้องคดีอาญา โดยระบุว่าการลงมติถอดถอนเป็นการใช้อำนาจของสภาฯ ไม่ใช่การกระทำความผิดทางอาญา เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็น “ตลกร้าย” ที่วงการศึกษาไทยทั้งหลายพูดถึง
เมื่อย้อนกลับมาพิจารณา “ใครได้ ใครเสีย” จากเรื่องนี้ ภาพที่ปรากฏอย่างชัดเจนคือ ผู้ได้ประโยชน์คือ “เครือข่ายอำนาจ” ภายในมหาวิทยาลัย บุคคลซึ่งเคยเป็นอดีตอธิการบดี รักษาการอธิการบดี ประธานส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย หรือคณะกรรมการสรรหา ได้กลับเข้ามาคุมอำนาจอีกครั้ง ทั้งในเรื่องการแต่งตั้งผู้บริหาร การเข้าถึงงบประมาณ และการกำหนดทิศทางของมหาวิทยาลัยโดยไม่ผ่านกระบวนการของประชาคมอย่างเต็มที่
ขณะเดียวกัน ผู้เสียประโยชน์ คือ ผศ.ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ผู้ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากคณะอาจารย์ ข้าราชการ และนักศึกษาให้เป็นอธิการบดี ซึ่งโดยกระบวนการเลือกตั้งแล้วเขาได้ตำแหน่งอย่างชอบธรรม แต่กลับตกเป็น “เหยื่อ” ของระบบที่ใช้การตรวจสอบวุฒิหรือคุณสมบัติเป็นเครื่องมือในการถอดถอนมากกว่าจะเป็นการรักษามาตรฐานโดยแท้จริง
นอกจากนี้ ประชาคมมหาวิทยาลัยก็เป็นอีกหนึ่งฝ่ายที่สูญเสีย เพราะเมื่อผู้นำที่ได้รับเลือกถูกถอดถอนโดยกระบวนการที่ถูกตั้งคำถาม ความเชื่อมั่นต่อระบบการบริหารมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในเรื่อง “ธรรมาภิบาล” และ “ความโปร่งใส” ก็ย่อมสั่นคลอนตามไปด้วย
ข่าวจาก “บ้านเมือง” ชี้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับปากว่าจะไม่ปล่อยให้มี “เหยื่อ” แบบนี้ซ้ำอีก พร้อมจะเร่งสร้าง “แพลตฟอร์มกลาง” สำหรับตรวจสอบวุฒิการศึกษาจากต่างประเทศ เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส
ทั้งนี้ เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า ระบบตรวจวุฒิการศึกษาต่างประเทศในไทยยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะเมื่อล่วงเข้ามาสู่ระดับผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษา การใช้วุฒิเป็น “เงื่อนไข” ในการสรรหาหรือถอดถอน กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งของการเมืองภายใน
ในภาพรวม เรื่องราวของผศ.ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ และมหาวิทยาลัยรามคำแหง ไม่ได้เป็นเพียงกรณีเฉพาะของสถาบันหนึ่ง แต่เป็น “สัญญาณ” ที่เตือนว่า ในวงการอุดมศึกษาไทย อาจมี “เครือข่ายอำนาจเงา” ที่ใช้กลไกทางกฎหมายและองค์กรภายในหาสมดุลอำนาจของตนเอง ผ่านการสลับตำแหน่ง ส่งผ่านอำนาจ และใช้ข้อกฎหมายเป็นเครื่องมือ
นิทานเรื่องนี้ไม่ได้จบลงด้วยความชนะของเจ้าชายผู้ยืนหยัดในความถูกต้อง หากจบลงด้วยคำถามค้างคา เมื่ออำนาจกลายเป็นเป้าหมายสูงสุด ทั้งที่มหาวิทยาลัยควรเป็น “องค์กรของสาธารณะ” ที่สนับสนุนการเรียนรู้ สร้างสรรค์ และเท่าเทียม
คำถามสำคัญที่ทุกคนควรร่วมกันพิจารณาคือ:
- กระทรวง อว.จะยอมให้ “มือมืด” ในรั้วอุดมศึกษาชักใยต่อไปหรือไม่
- กระทรวง อว.ควรสร้างระบบตรวจสอบที่แท้จริงและไม่อยู่ใต้เงาอำนาจภายในอย่างไร
- และที่สำคัญที่สุด กระทรวง อว.จะเสริมสร้าง “ธรรมาภิบาล” ของมหาวิทยาลัยไทย ให้ไม่ใช่เพียงคำสวยหรู แต่เป็นการปฏิบัติจริงที่เข็มแข็งและยั่งยืนได้อย่างไร
เมื่อบทบาทของมหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ที่ใครเป็นอธิการบดี แต่อยู่ที่ว่าองค์กรนั้นทำงานเพื่อ “ผู้เรียน” “อาจารย์” และ “สังคม” จริงหรือไม่ เรื่องนี้ไม่ใช่นิทานที่จบแล้วจบ แต่เป็นการเริ่มต้นของการตั้งคำถามและลงมือเปลี่ยนแปลง เพื่อไม่ให้เรื่องนี้เป็น ตลกร้าย ซ้ำสองในวงการอุดมศึกษาไทยมากกว่านี้
