
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ทันตแพทย์หญิงจุฑารัตน์ จินตกานนท์ รองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายธุรกิจซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) ที่ดำเนินกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต
พ.ต.ต.ยุทธนา เปิดเผยว่า การสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษพบกระแสเงินจำนวนมหาศาลหมุนเวียนอยู่ในระบบที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจ Forex จึงได้ขยายผลตรวจสอบแหล่งที่มาของธุรกิจดังกล่าว รวมถึงสถานะการได้รับอนุญาตตามกฎหมาย โดยได้รับการยืนยันจากธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ปัจจุบันไม่มีผู้ประกอบธุรกิจ Forex รายใดได้รับอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
การสืบสวนเริ่มต้นจากการได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มโบรกเกอร์ Forex และกลุ่มผู้แนะนำการลงทุน รวมถึงบริษัทที่ให้บริการรับ-ส่งเงินและระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์บางแห่ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงให้ลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มที่อ้างว่าได้รับอนุญาตจากต่างประเทศ
พฤติการณ์ของขบวนการดังกล่าวคือ การสร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือผ่านเว็บไซต์ลงทุน โชว์ไลฟ์สไตล์หรูหรา การเดินทางต่างประเทศ รถยนต์สปอร์ต และผลตอบแทนจากการลงทุนในระดับสูง พร้อมจัดทีมเซลล์ดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อชักชวนให้โอนเงินลงทุน ในช่วงแรกผู้ลงทุนสามารถถอนเงินได้จริง ก่อนที่ภายหลังจะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าคอร์สเรียน หรือค่าฝากเทรดเพิ่มเติม จนไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้ และได้รับความเสียหายในที่สุด
จากการขยายผลตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบความเชื่อมโยงไปยังบุคคลมีชื่อเสียงหลายราย ทั้งนักการเมือง อินฟลูเอนเซอร์ และบุคคลในวงการบันเทิง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจรับชำระเงิน การให้คำปรึกษาด้านการลงทุน หรือเคยมีบทบาทในการจัดตั้งและส่งเสริมโบรกเกอร์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศ แต่มีการดำเนินกิจกรรมในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
ต่อมาพบว่า บริษัทโบรกเกอร์บางแห่งที่ถูกกล่าวอ้างถึง มีการถูกเพิกถอนใบอนุญาตในต่างประเทศ ขณะที่มีผู้เสียหายจำนวนหนึ่งร้องเรียนว่าไม่สามารถถอนเงินลงทุนได้ หรือได้รับเงินล่าช้ากว่าปกติจนเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง
ด้าน ร.ต.อ.เขมชาติ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการสืบสวนมาจากการตรวจสอบเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์พนันออนไลน์ ซึ่งพบว่า มีการใช้ระบบเพย์เมนต์ออนไลน์เป็นช่องทางรับโอนเงิน ก่อนขยายผลพบว่ากลุ่มโบรกเกอร์ Forex และเครือข่ายชักชวนลงทุนจำนวนหนึ่งก็ใช้ระบบดังกล่าวเช่นเดียวกัน จึงนำไปสู่การตรวจสอบเชิงลึก
ผลการตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พบผู้เสียหายที่เข้าร้องทุกข์โดยตรงกับ DSI อย่างน้อย 1 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 70 ล้านบาท ขณะที่เมื่อนำข้อมูลจากตำรวจไซเบอร์มาประกอบ พบว่า มีผู้เสียหายรวมในเครือข่ายนี้ประมาณ 500 ราย ก่อนนำไปสู่การเปิดปฏิบัติการตรวจค้นเป้าหมาย 24 จุด ทั้งในส่วนของกลุ่มโบรกเกอร์และบริษัทเพย์เมนต์ที่เกี่ยวข้อง
ร.ต.อ.เขมชาติ ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่าทั้ง 24 จุดมีความเชื่อมโยงกันในลักษณะเครือข่ายเดียวกัน โดยมีการใช้บริษัทหลายแห่งเป็นช่องทางรับและโอนเงิน ซึ่งบางแห่งไม่มีสภาพการดำเนินธุรกิจที่แท้จริง และพบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกันเป็นทอด ๆ หนึ่งในเส้นทางการเงินที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ พบการโอนเงินจากบริษัทแห่งหนึ่งไปยังนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน รวมจำนวน 28 ล้านบาท โดยแบ่งโอนครั้งละ 2 ล้านบาท จำนวน 14 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ย้ำว่า การพบเส้นทางการเงินไม่ได้หมายความว่า ผู้รับโอนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และในขณะนี้นายภาวุธยังไม่ใช่ผู้ต้องหาหรือผู้ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด โดย DSI พร้อมเปิดโอกาสให้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณา เจ้าหน้าที่ยังพบความเชื่อมโยงไปยังบุคคลในวงการบันเทิงบางรายที่เคยมีบทบาทในการขับเคลื่อนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มโบรกเกอร์ดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นที่มีผู้เสียหายร้องเรียนเข้ามา
ร.ต.อ.เขมชาติ ยืนยันว่า การดำเนินคดีครั้งนี้ไม่มีแรงกดดันทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นผลจากการสืบสวนสอบสวนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน และมีความจำเป็นต้องเข้าตรวจค้นในช่วงเวลานี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับประชาชนเพิ่มมากขึ้น
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวเพิ่มเติมว่า บุคคลในวงการบันเทิงที่ปรากฏความเชื่อมโยงกับกลุ่มโบรกเกอร์ คือ รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ “ฟิล์ม รัฐภูมิ” ขณะที่กรณีของนายภาวุธนั้น เป็นการเชื่อมโยงผ่านเส้นทางการเงินของกลุ่มเพย์เมนต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ DSI ย้ำว่าการตรวจพบความเชื่อมโยงทางการเงินหรือความสัมพันธ์กับเครือข่ายที่ถูกตรวจสอบ ยังไม่ถือเป็นการชี้ว่าบุคคลใดมีความผิด โดยทุกฝ่ายยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ และมีสิทธิชี้แจงข้อมูลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
