
เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อติดตามผลกระทบด้านพลังงานต่อประเทศไทย โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ขณะที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก. ติดภารกิจตรวจราชการที่จังหวัดพัทลุง จึงเข้าร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์
ภายหลังการประชุม นายเอกนิติ เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุด ประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันดิบเพียงพอสำหรับการกลั่นใช้งานได้ไม่น้อยกว่า 90 วัน โดยกระทรวงพลังงานยืนยันว่าปริมาณสำรองยังอยู่ในระดับที่มั่นคง ไม่ได้เกิดภาวะขาดแคลนอย่างที่มีความกังวลในสังคม

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่ประชาชนรับรู้ว่าน้ำมันอาจใกล้หมดนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาการบริหารจัดการด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ทำให้บางพื้นที่หน้าปั๊มมีปริมาณน้ำมันลดลงชั่วคราว จนเกิดภาพความตึงตัว
นายเอกนิติ ระบุว่า ปัจจัยสำคัญอีกประการคือความต้องการใช้น้ำมันหน้าสถานีบริการที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ เนื่องจากนอกจากประชาชนที่มาเติมน้ำมันตามปกติแล้ว ยังมีภาคอุตสาหกรรมบางส่วนที่ปกติไม่ได้เข้ามาเติมน้ำมันหน้าปั๊ม แต่หันมาใช้ช่องทางดังกล่าว ทำให้ความต้องการพุ่งสูงจนประชาชนบางส่วนเข้าใจผิดว่าน้ำมันกำลังจะหมด
“น้ำมันยังมีอยู่มาก ผู้ค้ารายใหญ่ทั้งหมด ทั้ง ปตท. และบางจาก ยืนยันตรงกันว่าน้ำมันยังมีเพียงพอ ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้คือเรื่องการบริหารจัดการขนส่งและการสื่อสารให้ประชาชนมั่นใจ” นายเอกนิติกล่าว

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดแนวทางดำเนินการเร่งด่วน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
- การสื่อสารกับประชาชน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าน้ำมันยังมีเพียงพอ และไม่ให้เกิดการตื่นตระหนก
- การบริหารจัดการระบบขนส่งและโลจิสติกส์ โดยมอบหมายให้กระทรวงพลังงานติดตามสถานการณ์รายพื้นที่ หากจุดใดมีแนวโน้มขาดแคลนต้องเร่งเติมน้ำมันเข้าสถานีบริการทันที
- การจัดการความต้องการใช้น้ำมันของภาคอุตสาหกรรม โดยจะพิจารณาหาช่องทางจัดสรรน้ำมันเฉพาะ เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนที่ใช้บริการหน้าปั๊ม
นายเอกนิติ เปรียบเทียบสถานการณ์ว่า คล้ายกับกรณีตู้เอทีเอ็มที่บางช่วงมีเงินสดในตู้ลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าเงินในระบบหมด เพียงแต่ต้องบริหารการกระจายให้เหมาะสม
“สิ่งสำคัญคือทำให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันมีเพียงพอ และรัฐสามารถบริหารจัดการการกระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายเอกนิติกล่าว.
