
รองศาสตราจารย์วชิรวัตติ์ อาริยะสิริโชติ อาจารย์วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ปรึกษาและสมาชิกกิตติมศักดิ์สมาคมการค้าและการลงทุนชายแดนไทย รวมถึงที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม วุฒิสภา เปิดเผยถึงทิศทางการปฏิรูปนโยบายการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในช่วงกลางปี 2569 ว่า ไทยกำลังเผชิญทั้ง “โอกาสครั้งใหญ่” และ “ความเสี่ยงด้านความมั่นคง” ไปพร้อมกัน โดยเฉพาะสถานการณ์บริเวณชายแดนกัมพูชาและเมียนมา ที่เริ่มส่งผลต่อระบบโลจิสติกส์และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
รองศาสตราจารย์วชิรวัตติ์ ระบุว่า แม้หลายพื้นที่ชายแดนจะยังมีแรงกดดันทางการเมืองและความมั่นคง แต่ในอีกด้านหนึ่ง การค้าผ่านแดนของไทยไปยังประเทศที่สาม โดยเฉพาะจีนและสิงคโปร์ กลับมีแนวโน้มเติบโตอย่างชัดเจนในไตรมาสแรกของปี 2569 สะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพเป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน” หากรัฐบาลเดินเกมเชิงรุกอย่างจริงจัง
สำหรับ ยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ แบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย “การรุกตลาดผ่านแดน” “การบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคง” และ “การยกระดับดิจิทัลชายแดน”
ในมิติแรก คือการเร่งขยายการค้าผ่านแดนไปยังตลาดจีนและอาเซียน โดยควรใช้ “ผลไม้ไทย” และ “สินค้าเทคโนโลยี” เป็นหัวหอกสำคัญ ทั้งทุเรียนสด ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังเป็นสินค้าทำรายได้สูงสุดของประเทศในเวลานี้ พร้อมผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจ หรือ Economic Corridor โดยเฉพาะระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เพื่อเชื่อมเส้นทางการค้าจากภาคใต้สู่ตลาดโลกผ่านด่านศุลกากรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลจัดมหกรรมการค้าชายแดนระดับนานาชาติ เช่น “Border Trade Expo” หรือ “Southern Trade Connect” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ SME ไทย ได้เจรจาธุรกิจกับนักลงทุนและคู่ค้าต่างประเทศโดยตรง เพิ่มโอกาสขยายตลาดและลดข้อจำกัดทางการค้า
ขณะเดียวกัน ในด้านความมั่นคง รองศาสตราจารย์วชิรวัตติ์ มองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ “การทูตเชิงรุก” ควบคู่กับมาตรการรักษาความปลอดภัยชายแดน โดยเฉพาะกรณีความตึงเครียดไทย-กัมพูชา และสถานการณ์ปิดด่านบางจุดในเมียนมา ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกและการขนส่งสินค้า
พร้อมเสนอให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยเฉพาะมันสำปะหลังและสินค้าเกษตรที่มีการสวมสิทธิ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพืชผลของเกษตรกรไทยโดยตรง รวมถึงต้องเตรียมแผนรองรับการเปิด-ปิดด่านในแต่ละพื้นที่อย่างยืดหยุ่น เพื่อป้องกันผลกระทบจากปัญหาการเมืองและความไม่สงบตามแนวชายแดน
อีกประเด็นสำคัญ คือการเร่งผลักดัน “Smart Border” ด้วยการนำระบบ AI และเทคโนโลยีอัตโนมัติเข้ามาใช้ในการตรวจปล่อยสินค้า ณ ด่านศุลกากร เพื่อลดความล่าช้า ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และลดปัญหาการทุจริตในกระบวนการตรวจสอบสินค้า รวมถึงการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานสำคัญ ทั้งกรมศุลกากร กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำ เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการค้าและสถานการณ์บริเวณชายแดนแบบ Real-time เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทั้งระบบ
“รัฐบาลต้องเร่งรุกตลาดจีน มาเลเซีย และลาว ควบคู่กับการประคองสถานการณ์ที่เปราะบางในกัมพูชาและเมียนมา การใช้ระบบ Data Integration เชื่อมข้อมูลด่านทั่วประเทศ จะเป็นหัวใจสำคัญในการลดต้นทุน เพิ่มความโปร่งใส และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในตลาดจีน-อาเซียนปี 2569” รองศาสตราจารย์วชิรวัตติ์ กล่าวทิ้งท้าย
