
นายกฯ เปิดตึกไทยคู่ฟ้าต้อนรับประธานาธิบดีสิงคโปร์เยือนไทยครั้งแรก ผนึกกำลังขีดเส้นตายกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์-อาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมลุยศึกเศรษฐกิจระดับโลก
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ที่ห้องโดม ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงน้ำชาเพื่อเป็นเกียรติแก่นายทาร์มัน ชันมูการัตนัม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะแขกของรัฐบาล

การเดินทางมาเยือนแผ่นดินไทยครั้งประวัติศาสตร์นี้ มีขึ้นท่ามกลางวาระภารกิจระดับโลก โดยประธานาธิบดีสิงคโปร์ได้เข้าร่วมการประชุมระดับสูงว่าด้วยการจ้างงานของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group’s High-Level Advisory Council on Jobs Meeting) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–12 ตุลาคม 2569 รวมถึงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ที่ประเทศไทยรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพภาพใหญ่ในครั้งนี้

การพบกันของสองผู้นำระดับแถวหน้าของอาเซียนในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การกระชับมิตรตามพิธีการ แต่เป็นการหารือเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้มข้น โดยทั้งสองฝ่ายประกาศจุดยืนชัดเจนในการสานต่อความร่วมมือภายใต้กรอบ “ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า” (Thailand–Singapore Forward-Looking Strategic Partnership) เพื่อรับมือกับความท้าทายยุคใหม่ที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพโลก

ประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยอย่างเร่งด่วน คือการจับมือกันขั้นเด็ดขาดเพื่อปราบปราม “อาชญากรรมข้ามชาติ” และขบวนการหลอกลวงออนไลน์ที่กำลังอาละวาดสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างหนักหนสาหัส นอกจากนี้ ยังลงลึกถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ฟินเทค การเชื่อมโยงตลาดทุน รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประชาชนก้าวทันโลกอนาคต

ไม่เพียงแต่มิติเศรษฐกิจและความมั่นคงเท่านั้น ทั้งสองผู้นำยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่กำลังผันผวน พร้อมทั้งประสานเสียงเตรียมความพร้อมครั้งใหญ่ในโอกาสที่สิงคโปร์และไทยจะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่ง “ประธานอาเซียน” ในปี 2570 และ 2571 ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการแสดงพลังความเป็นเอกภาพ เพื่อนำพากลุ่มอาเซียนให้ผงาดขึ้นเป็นผู้เล่นหลักในการรับมือกับความท้าทายระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืน


