
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นำคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคมลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ณ ศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศเขตสนามบินกรุงเทพฯ และพื้นที่ให้บริการคลังสินค้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน รองรับเป้าหมายการผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาคและระดับโลก
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินในหลายประเทศ แต่ภาพรวมการเดินทางทางอากาศของประเทศไทยยังคงเติบโต โดยคาดว่าในปีงบประมาณ 2569 จะมีจำนวนเที่ยวบินรวมทั่วประเทศประมาณ 920,000 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.6 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยที่ยังคงเป็นจุดหมายสำคัญด้านการเดินทางและการขนส่งทางอากาศ

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทางวิ่งเส้นที่ 3 ซึ่ง บวท. ได้เปิดให้บริการรองรับการขึ้น-ลงของอากาศยานบนทางวิ่งคู่ขนานมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 และล่าสุดได้ลงนามสัญญาติดตั้งระบบช่วยการเดินอากาศ ILS แล้ว คาดว่าจะเปิดใช้งานได้ในปี 2570
“ผมได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งใช้ประโยชน์จากทางวิ่งเส้นที่ 3 อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน ลดความล่าช้า ลดปัญหาความแออัด และยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่สายการบินและผู้โดยสาร การพัฒนาท่าอากาศยานและการบริหารจราจรทางอากาศต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน เพราะนี่คือหัวใจสำคัญของการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ” นายพิพัฒน์ กล่าว

ด้านนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า บวท. กำลังเร่งดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการให้บริการการเดินอากาศ ทั้งการออกแบบห้วงอากาศ เส้นทางบิน และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้งาน อาทิ ระบบ Follow The Green และระบบ Digital Tower เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการบริหารจราจรทางอากาศ
นอกจากนี้ ยังได้เร่งเตรียมความพร้อมด้านการให้บริการการเดินอากาศสำหรับสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ Quick Win สำคัญของกระทรวงคมนาคม เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)

นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า ปัจจุบัน บวท. มีความพร้อมในการให้บริการจราจรทางอากาศผ่านระบบ Thailand Modernization CNS/ATM Systems (TMCS) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินอากาศที่ทันสมัย และมีแผนพัฒนาระบบเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง
โดยจะนำระบบ Approach Spacing Tool (AST) มาใช้ในการจัดระยะห่างอากาศยานขาเข้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานทางวิ่งคู่ขนาน รวมถึงอยู่ระหว่างการหารือกับกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อนำข้อมูลเรดาร์สภาพอากาศมาแสดงผลบนหน้าจอควบคุมการบิน ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถบริหารจัดการเส้นทางบินหลบหลีกสภาพอากาศได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ขณะที่ นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. เปิดเผยว่า โครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น รวมถึงโครงการให้บริการคลังสินค้าของผู้ประกอบการรายที่ 3 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะสามารถเสนอผลการคัดเลือกเอกชนและเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ภายใน 2 เดือนข้างหน้า ก่อนลงนามสัญญาอย่างเป็นทางการ
โครงการดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศ รองรับการเติบโตของธุรกิจการบินและโลจิสติกส์ในอนาคต พร้อมผลักดันให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น World-Class Aviation Hub อย่างเต็มรูปแบบ


