รถไฟฟ้า ‘ชมพู-เหลือง’ ผู้โดยสารพุ่ง กรมรางหารือ ADB ดันค่าโดยสารเชื่อมต่อไร้รอยต่อ

กรมรางจับมือ ADB แลกข้อมูลพัฒนารถไฟฟ้า “ชมพู–เหลือง” ดันบทบาทสายรองป้อนผู้โดยสารเข้าสายหลัก พร้อมเร่งระบบตั๋วร่วมและค่าโดยสารใหม่ หวังลดภาระประชาชน–เดินทางไร้รอยต่อ

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ให้การต้อนรับ Mr. Romain Revol, Senior Evaluation Specialist พร้อมคณะผู้แทนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ในโอกาสเข้าหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง ครอบคลุมตั้งแต่นโยบายและการบริหารโครงการ สัญญาสัมปทาน ระบบตั๋วร่วม อัตราค่าโดยสาร ไปจนถึงรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP

การหารือครั้งนี้ กรมการขนส่งทางรางได้นำเสนอภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางในเขตเมือง โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง ซึ่งดำเนินการในรูปแบบ PPP Net Cost ภาครัฐรับผิดชอบการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ขณะที่ภาคเอกชนลงทุนงานโยธา ระบบรถไฟฟ้า ขบวนรถ รวมถึงการเดินรถและซ่อมบำรุง โดย ADB มีบทบาทสนับสนุนด้านการเงินแก่ภาคเอกชนผู้ดำเนินโครงการ

ปัจจุบันรถไฟฟ้าทั้ง 2 สายถือเป็นโครงข่ายสายรองสำคัญ ทำหน้าที่เชื่อมต่อและป้อนผู้โดยสารเข้าสู่รถไฟฟ้าสายหลักในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะที่จำนวนผู้ใช้บริการยังขยับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เฉพาะเดือนสิงหาคม 2569 รถไฟฟ้าสายสีชมพูมีผู้ใช้บริการรวม 2,156,693 คน เพิ่มขึ้น 6.82% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนสายสีเหลืองมีผู้ใช้บริการ 1,455,104 คน เพิ่มขึ้น 2.50% สะท้อนบทบาทของระบบรถไฟฟ้าสายรองที่เริ่มมีความสำคัญต่อการเดินทางของประชาชนมากขึ้น

ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมกำลังเร่งผลักดันมาตรการ อัตราค่าโดยสารร่วม โดยไม่คิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ให้ครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสายในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีกำหนดเริ่มดำเนินการในเดือนมกราคม 2570

มาตรการดังกล่าวถูกคาดหวังว่าจะช่วยลดภาระค่าเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเปลี่ยนขบวนหรือเดินทางข้ามหลายสาย พร้อมผลักดันให้ระบบรถไฟฟ้าเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ และเพิ่มประสิทธิภาพของสายสีชมพูและสายสีเหลืองในการป้อนผู้โดยสารเข้าสู่โครงข่ายหลัก

นายพิเชฐ กล่าวว่า กรมการขนส่งทางรางยังคงมุ่งพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางรางให้มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยการหารือกับ ADB ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และอาจต่อยอดไปสู่ความร่วมมือหรือการสนับสนุนด้านต่าง ๆ ในอนาคต