ร้านอาหารเฮสมัครเชื่อม ‘ถุงเงิน’ รับออร์เดอร์ไทยช่วยไทย พลัส 15 มิ.ย.นี้

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการสามารถเลือกเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีได้เพียง 1 แพลตฟอร์มเท่านั้น และต้องเป็นแพลตฟอร์มที่ร้านค้าใช้งานอยู่ในปัจจุบัน โดยเมื่อยืนยันการสมัครแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงภายหลังได้ จึงขอให้ผู้ประกอบการตรวจสอบข้อมูลและตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์มอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการสมัคร

สำหรับร้านค้าที่ไม่มีสาขา สามารถสมัครได้ผ่านแบนเนอร์ฟู้ดเดลิเวอรีในแอปฯ ถุงเงิน โดยกดยอมรับเงื่อนไข เลือกแพลตฟอร์มที่ต้องการ กรอกรหัสอ้างอิงร้านค้าจากผู้ให้บริการ ตรวจสอบข้อมูล ยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP และรอผลการพิจารณาจากระบบ

ขณะที่ร้านค้าที่มีหลายสาขาจะมีเงื่อนไขเพิ่มเติม โดยสาขาหลักต้องเป็นผู้กำหนดแพลตฟอร์มก่อน เนื่องจากทุกสาขาจะต้องใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน หากสาขาหลักเข้าร่วมโครงการ จะต้องดำเนินการผูกบัญชีฟู้ดเดลิเวอรีและกรอกข้อมูลตามขั้นตอน เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว สาขาย่อยจึงจะสามารถสมัครเข้าร่วมได้

ในกรณีที่สาขาหลักไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ แต่ต้องการเปิดทางให้สาขาย่อยเข้าร่วมได้ สาขาหลักสามารถกำหนดแพลตฟอร์มกลางผ่านเมนู “ไม่ผูกบัญชีฟู้ดเดลิเวอรีสาขาหลัก” เพื่อให้สาขาย่อยเลือกสมัครผ่านแพลตฟอร์มเดียวกันที่กำหนดไว้ โดยไม่สามารถเลือกแพลตฟอร์มอื่นได้

ทั้งนี้ ร้านค้าที่มีหลายสาขาสามารถเลือกเข้าร่วมเฉพาะบางสาขาได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมทุกสาขา ขณะที่ร้านค้าที่ผ่านการสมัครและเชื่อมต่อระบบสำเร็จ จะสามารถเริ่มรับคำสั่งซื้อภายใต้โครงการได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 และรับออร์เดอร์ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 21.00 น. โดยระบบจะแจ้งผลการสมัครภายในวันถัดไปผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่รัฐบาลมุ่งใช้เป็นกลไกเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ขยายโอกาสทางการค้าในยุคดิจิทัล และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศในช่วงครึ่งหลังของปีนี้