
ดร.พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยในโอกาสครบรอบการก่อตั้งหน่วยงานปีที่ 94 ว่า กรมสรรพสามิตได้ก้าวผ่านบทบาทดั้งเดิมของการเป็นเพียง “หน่วยจัดเก็บภาษี” สู่การเป็นกลไกเชิงนโยบายที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตได้พัฒนาภารกิจจากการจัดเก็บภาษีสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสังคม เช่น สุราและยาสูบ ไปสู่การใช้ “ภาษีสรรพสามิต” เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเสริมความมั่นคงทางการคลัง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว และสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันลิตรละ 1 บาท เพื่อให้การจัดเก็บภาษีสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริงและเสริมเสถียรภาพทางการคลัง ควบคู่กับการผลักดันนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต
ขณะเดียวกัน กรมสรรพสามิตยังได้ขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจจากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 5 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รวมถึงการปรับปรุงหลักเกณฑ์การผลิตสุรา เปิดทางให้ผู้ประกอบการรายย่อยและสุราชุมชนสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม เสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2569 หน่วยงานจะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายภายใต้กรอบ ESG อย่างเข้มข้น โดยปรับบทบาทจาก “ผู้จัดเก็บภาษี” เป็น “ผู้สร้างแรงจูงใจ” ให้ภาคธุรกิจปรับตัวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ สนับสนุนพลังงานสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน และให้ความสำคัญกับสุขภาพประชาชน ผ่านการกำกับดูแลสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว กรมสรรพสามิตได้ยึดกลยุทธ์ “Excise Exercise” เป็นแกนหลักในการทำงาน พร้อมเตรียมมาตรการภาษีในอนาคต อาทิ การขยายฐานภาษีสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รองรับมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) การจัดเก็บภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) และเชื้อเพลิงชีวภาพ รวมถึงการจัดเก็บภาษีความเค็ม เพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการบริโภคโซเดียมเกินจำเป็น
นอกจากนี้ ยังมีแผนปรับโครงสร้างภาษีแบตเตอรี่โดยคำนึงถึงวงจรชีวิตการใช้งาน และเตรียมปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ซิกาแรตให้เป็นระบบอัตราเดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี พร้อมยกระดับการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต ผ่านความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายอย่างจริงจัง
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวทิ้งท้ายว่า ในวาระครบรอบ 94 ปี กรมสรรพสามิตพร้อมยกระดับระบบภาษีให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล เพื่อเสริมความมั่นคงทางการคลัง ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และนำประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว
