‘สว.อังกูร’ ดัน Smart Tourism Safety ใช้ IoT เฝ้าระวังทุกก้าวนักท่องเที่ยว

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนเกมการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวจากการขายเพียง “แหล่งท่องเที่ยวสวยงาม” ไปสู่การสร้าง “ความปลอดภัยและความเชื่อมั่น” ให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม นี่คือประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นบนเวทีเสวนา “การพัฒนานวัตกรรมการติดตามและเฝ้าระวังความปลอดภัยการท่องเที่ยวแบบกลุ่ม ด้วยเทคโนโลยี IoT เพื่อรองรับการท่องเที่ยวสาธารณะยุคดิจิทัล” ซึ่งสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ จัดขึ้นที่โรงแรมนนทบุรีพาเลซ จังหวัดนนทบุรี

พลตำรวจตรีอังกูร คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา และรองประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา เป็นประธานเปิดการเสวนา พร้อมเน้นย้ำว่า การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในยุคปัจจุบันไม่ได้วัดกันเพียงความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวหรือคุณภาพการบริการอีกต่อไป แต่ต้องวัดกันที่ “ระบบความปลอดภัย” และ “ความเชื่อมั่น” ที่นักท่องเที่ยวได้รับตลอดการเดินทาง

พล.ต.ต.อังกูร กล่าวว่า การท่องเที่ยวแบบกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคณะนักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ นักท่องเที่ยวต่างชาติ กลุ่มศึกษาดูงาน หรือกิจกรรมกลางแจ้ง ยังคงเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งการพลัดหลง การติดต่อสื่อสารที่ล่าช้า อุบัติเหตุเฉพาะหน้า รวมถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่ยังไม่เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน จึงจำเป็นต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับความปลอดภัย

เวทีเสวนาครั้งนี้เปิดโอกาสให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ นักวิจัย ผู้ประกอบการ มัคคุเทศก์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) เพื่อพัฒนาระบบติดตาม เฝ้าระวัง แจ้งเตือน และช่วยเหลือนักท่องเที่ยวแบบกลุ่มให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ได้รับความสนใจ คือ การพัฒนาระบบติดตามความปลอดภัยแบบอัจฉริยะ ประกอบด้วยอุปกรณ์ Tag สำหรับนักท่องเที่ยว ระบบติดตามตำแหน่งแบบ Real-time ปุ่ม SOS ขอความช่วยเหลือ ระบบแจ้งเตือนเมื่อออกนอกพื้นที่ที่กำหนด รวมถึง Dashboard สำหรับผู้ดูแลกลุ่ม มัคคุเทศก์ ครู ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถตรวจสอบสถานการณ์ได้ตลอดเวลา

เป้าหมายของระบบคือ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จะสามารถระบุได้ทันทีว่าใครอยู่ที่ใด จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณไหน ใครเป็นผู้ดูแลที่อยู่ใกล้ที่สุด และควรประสานหน่วยงานใดเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ถือเป็นการยกระดับการบริหารจัดการจากการแก้ไขปัญหาภายหลังเกิดเหตุ ไปสู่การป้องกันและเฝ้าระวังเชิงรุกอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การเสวนายังสะท้อนความร่วมมือในรูปแบบ Triple Helix ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อผลักดันให้นวัตกรรมก้าวพ้นจากห้องวิจัยสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ท่องเที่ยว พร้อมต่อยอดเป็นต้นแบบมาตรฐานความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวของประเทศ

ผู้ร่วมเสวนายังได้เสนอแนวทางพัฒนาระบบในหลายมิติ ทั้งการออกแบบอุปกรณ์ให้มีขนาดเล็ก สวมใส่ง่าย การนำระบบ LoRa และ LoRaWAN มาใช้เพื่อลดข้อจำกัดด้านสัญญาณโทรศัพท์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPA การกำหนดมาตรฐานการแจ้งเหตุฉุกเฉิน ตลอดจนการเชื่อมโยงข้อมูลกับตำรวจท่องเที่ยว โรงพยาบาล หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ช่วงท้าย พล.ต.ต.อังกูร ฝากข้อคิดว่า “เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้มนุษย์ปลอดภัยขึ้น ช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานง่ายขึ้น และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม”

พร้อมระบุว่า การผลักดันแนวคิด Smart Tourism Safety หรือระบบความปลอดภัยการท่องเที่ยวอัจฉริยะ จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการดูแลนักท่องเที่ยวแบบกลุ่ม ลดความเสี่ยง เพิ่มความมั่นใจให้กับประชาชน ผู้ปกครอง ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่ยังโดดเด่นด้วยความปลอดภัย ความทันสมัย และความน่าเชื่อถือในระดับสากล