
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการเดินทางร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำ “ทีมประเทศไทย” เดินสายโรดโชว์ด้านการลงทุน ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า การหารือกับนักลงทุนชั้นนำของจีนประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเปิดโต๊ะเจรจาแบบตัวต่อตัวกับ 4 บริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมระดับแนวหน้าของจีน ได้แก่ ฉางอาน อินโนไลท์ อีออปโตลิงก์ และเสียวหมี่ ซึ่งล้วนมีการลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้ว
นายเอกนิติ กล่าวว่า การพบปะครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนจีนที่มีต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน ทั้งในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยหลายบริษัทใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกสินค้าและเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปยังตลาดโลก
ผลจากการหารือ นักลงทุนทั้ง 4 รายเตรียมเดินหน้าขยายการลงทุนในประเทศไทย คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 70,000 ล้านบาท และจะก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 30,000 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่ฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค
พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังได้ขอความร่วมมือให้นักลงทุนต่างชาติช่วยต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรม AI และยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับการสร้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีให้กับบุคลากรไทยอย่างเป็นรูปธรรม
นายเอกนิติ กล่าวว่า นักลงทุนทั้ง 4 บริษัทตอบรับข้อเสนอของรัฐบาล และพร้อมขยายการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D) ในประเทศไทยเพิ่มเติม เพื่อยกระดับศักยภาพของบุคลากรไทยและสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
“วันนี้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบ อุตสาหกรรมนี้จะเป็นตัวกำหนดศักยภาพการแข่งขันของแต่ละประเทศในอนาคต ใครสามารถดึงอุตสาหกรรมเหล่านี้เข้ามาได้ ก็จะมีโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด” นายเอกนิติ กล่าว
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นักลงทุนจีนให้เหตุผลสำคัญที่เลือกประเทศไทย เพราะมองเห็นความเป็นกลางของประเทศ มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุน รวมถึงนโยบายผลักดันพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต
นายเอกนิติ ย้ำว่า ความพร้อมดังกล่าวจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลกให้หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น สร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงาน สร้างรายได้ และเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย สามารถเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง
