‘เอกนิติ’ เรียกถกด่วนรับมือเศรษฐกิจผันผวน จ่อชงเกณฑ์คุมดาต้าเซ็นเตอร์เข้า ครม.

รองนายกฯและรมว.คลัง เตรียมหารือ กรอ. รับมือความผันผวนจากสถานการณ์โลก พร้อมเสนอ ครม.พิจารณาหลักเกณฑ์กำกับดาต้าเซ็นเตอร์ แบ่ง 7 ระดับตามกำลังไฟ

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานประชุมหารือเตรียมการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. ที่ห้องประชุมชั้น 20 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นการนัดหารือเร่งด่วน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก

ก่อนหน้านี้ นายเอกนิติกล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกเผชิญความผันผวน ประเทศไทยซึ่งเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกจึงต้องเตรียมมาตรการรองรับ

อีกวาระสำคัญที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในสัปดาห์เดียวกัน คือหลักเกณฑ์กำกับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อสร้างความชัดเจนให้ทั้งผู้ลงทุนรายใหม่และผู้ประกอบการที่ดำเนินโครงการอยู่แล้วว่า ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขใดบ้าง

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีนายเอกนิติเป็นประธาน เห็นชอบร่างนโยบายกำกับดูแลกิจการ โดยกำหนดนิยามดาต้าเซ็นเตอร์ว่าเป็นอาคารหรือสถานที่ที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์รวบรวม จัดเก็บ ประมวลผล รับฝาก หรือรับส่งข้อมูลให้แก่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่บริษัทในเครือ และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 0.5 เมกะวัตต์ขึ้นไป

ร่างนโยบายมอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจัดทำระบบ Dashboard TH-DC เพื่อรวบรวมข้อมูลการอนุมัติและอนุญาตจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดทำระบบบริการแบบเบ็ดเสร็จ หรือ DC-OSS สำหรับเชื่อมโยงข้อมูล ติดตามสถานะโครงการ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ

หัวใจของร่างเกณฑ์คือการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ 4 ด้าน ได้แก่ ที่ตั้งและการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงการสำรองน้ำมันสำหรับผลิตไฟฟ้า, การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าและน้ำ, การจัดทำแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม หรือ Code of Practice (CoP), และการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม โดยแบ่งกิจการตามขนาดการใช้ไฟฟ้าเป็น 7 ระดับ ตั้งแต่ 0–0.5 เมกะวัตต์ ไปจนถึง 200 เมกะวัตต์ขึ้นไป และกำหนดความเข้มข้นของเงื่อนไขให้เหมาะสมกับแต่ละระดับ

สำหรับการเปลี่ยนผ่าน ร่างนโยบายวางแนวทางแยกตามสถานะของโครงการ ดังนี้

  • กิจการที่เปิดให้บริการแล้ว: เตรียมกำหนดให้ผู้ประกอบการจัดทำและปฏิบัติตาม CoP ที่คณะกรรมการนโยบายฯ จะประกาศ โดยตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี และยื่นผ่านระบบ DC-OSS
  • โครงการที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างก่อนวันที่ 11 สิงหาคม 2569 และก่อสร้างแล้วเสร็จเพื่อเตรียมเปิดบริการ: ให้หน่วยงานพิจารณาตามกฎหมายและระเบียบที่ใช้อยู่ พร้อมแจ้งผลผ่านระบบ DC-OSS เมื่อได้รับอนุญาตครบถ้วนจึงเปิดบริการได้ โดยมีเงื่อนไขให้จัดทำ CoP ภายใน 1 ปี
  • โครงการที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างหลังวันที่ 11 สิงหาคม 2569 หรือยังไม่ได้รับใบอนุญาต: ถือเป็นผู้ประกอบการรายใหม่และต้องปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำ
  • กิจการเดิมที่ขยายกำลังใช้ไฟฟ้ารวมจนเกิน 20 เมกะวัตต์: ให้ถือว่าส่วนที่ขยายเป็นโครงการใหม่และต้องปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำ

อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าของโครงการในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่และกลุ่มที่ขยายกิจการมีความแตกต่างกัน คณะกรรมการฯ จึงมอบหมายให้คณะอนุกรรมการชุดที่ 1 จัดทำแนวทางอนุมัติและอนุญาตในช่วงเปลี่ยนผ่านให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ขณะที่การทำให้มาตรฐานขั้นต่ำมีผลบังคับใช้จำเป็นต้องปรับปรุงหรือจัดทำประกาศ ระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 8–12 เดือน

สำหรับโครงการใหม่ ร่างแนวทางกำหนดให้เปิดรับข้อเสนอการลงทุนเป็นรอบ และคัดเลือกผ่านกระบวนการนำเสนอแผน หรือ Pitching โดยมีระบบ DC-OSS เชื่อมโยงข้อมูล ตรวจสอบสถานะ ติดตามผล และคัดกรองโครงการเบื้องต้น ก่อนเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายฯ กำหนด

หลักเกณฑ์เบื้องต้นมุ่งสนับสนุนการลงทุนที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยให้ความสำคัญกับดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียว เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 การจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นใช้เองบางส่วนหรือทั้งหมด การรักษาคุณภาพและความต่อเนื่องของบริการตามข้อตกลงระดับการให้บริการ (SLA) ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น การจ้างแรงงานและใช้ชิ้นส่วนในประเทศ รวมถึงส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง