ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  36.04 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  36.04 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ  36.22 บาทต่อดอลลาร์

โดยในช่วงคืนก่อนหน้า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ (แกว่งตัวในช่วง 36.06-36.29 บาทต่อดอลลาร์) อย่างไรก็ดี เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังผลการประชุมเฟดเป็นไปตามที่ตลาดคาด (คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50%) อีกทั้งโทนการสื่อสารของเฟดก็ไม่ได้มีความ Hawkish มากนัก ทำให้ผู้เล่นในตลาดเริ่มปรับลดโอกาสเฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ เหลือ ราว 30% (ลดลงจากราว 38% ในสัปดาห์ก่อน) 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า บรรยากาศในตลาดการเงินที่กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) มากขึ้น อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทสามารถคงโมเมนตัมการแข็งค่าจากช่วงหลังรับรู้ผลการประชุมเฟดได้ ซึ่งต้องจับตา ทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติว่าจะทยอยกลับเข้ามาซื้อสุทธิสินทรัพย์ไทยได้หรือไม่ หลังจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติยังมีทิศทางไม่ชัดเจน อย่างไรก็ดี เราประเมินว่า หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ต่อเนื่อง ก็อาจติดโซนแนวรับสำคัญแถว 35.80-35.90 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนที่ผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจรอจังหวะเข้าซื้อเงินดอลลาร์ หรือ ทยอยขายทำกำไรสถานะ Short USDTHB (มองเงินบาทแข็งค่า) 

ทั้งนี้ ควรระวังความผันผวนในตลาดการเงิน ในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม BOE เพราะแม้ว่า ตลาดจะคาดหวังว่า BOE จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากภาพเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงมากขึ้น แต่หาก BOE กลับมากังวลแนวโน้มเศรษฐกิจมากขึ้น ก็อาจเป็นปัจจัยที่กดดันให้ เงินปอนด์อังกฤษ อ่อนค่าลงได้บ้าง ซึ่งภาพดังกล่าวก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินดอลลาร์ยังไม่สามารถอ่อนค่าลงได้ชัดเจน จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เช่น ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ 

นอกจากนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดที่มีธุรกรรมเกี่ยวข้องกับเงินเยนญี่ปุ่น ควรระมัดระวังความผันผวนของค่าเงินเยนในช่วงนี้ หลังจากที่ล่าสุด ทางการญี่ปุ่นได้ส่งสัญญาณเตือนว่า ค่าเงินเยนมีการอ่อนค่าต่อเนื่อง มากเกินไป ซึ่งการส่งสัญญาณดังกล่าว มักจะสอดคล้องกับการเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น โดยเราประเมินว่า หากเงินเยนกลับมาอ่อนค่าลงต่อชัดเจน ทะลุระดับ 153 เยนต่อดอลลาร์ขึ้นไป (ATR ใน time frame รายวัน ควรใกล้ถึงระดับ 2 เยนต่อดอลลาร์) ก็อาจเปิดโอกาสให้ทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงินได้ อนึ่ง เราคงมุมมองเดิมว่า ค่าเงินเยนได้อ่อนค่าลงหนัก เกินปัจจัยพื้นฐานไปพอสมควร (undervalued) ทำให้เงินเยนมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 145 เยนต่อดอลลาร์ ณ สิ้นปีนี้ และระดับ 135 เยนต่อดอลลาร์ ณ สิ้นปีหน้าได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สามารถปรับตัวลดลงได้จริงตามคาด เนื่องจาก ทุกๆ การปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ราว 10bps จะช่วยหนุนให้ เงินเยนสามารถแข็งค่าขึ้นได้ราว 1% (หากให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี ญี่ปุ่น คงที่)

ในช่วงนี้ ทุกสินทรัพย์ยังอยู่ในช่วงเผชิญความผันผวนสูง จากทั้งความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงินและสถานการณ์สงคราม ทำให้เราคงคำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และนอกเหนือจากการใช้เครื่องมือดังกล่าว การเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ก็เป็นอีกแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.85-36.15 บาท/ดอลลาร์