
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในพิธีมอบรางวัลเกียรติยศ MONEY & BANKING AWARDS 2026 ว่า โลกธุรกิจในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความไม่แน่นอน กับปัจจัยกระทบระดับโลก (Global Shock) เกิดขึ้นบ่อยกว่าสมัยก่อน จากเดิมที่อาจเกิดขึ้นทุก 10 ปี กลายเป็นเกิดขึ้นแทบทุกปี องค์กรธุรกิจและสถาบันการเงินจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้มีความยืดหยุ่น (Resilience)เพื่อรับความผันผวน รวมถึงการนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้
นายวิทัย กล่าวว่า ปัจจุบันภาพรวมของธุรกิจไม่ได้มุ่งหวังเพียงกำไรสูงสุด อีกต่อไป แต่เน้นไปที่การสร้าง “กำไรที่เหมาะสม” และให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ตามแนวทาง ESG ถึงการปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว คาดหวังให้ทุกองค์กร รวมถึงบริษัทที่ได้รับรางวัลในปีนี้ สามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ กระแส AI และแนวทางด้านความยั่งยืน
ทั้งนี้ ธปท. ได้ปรับบทบาทจากการดูแลเพียงเรื่องเงินเฟ้อเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ มาเป็นการประคับประคองเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคเศรษฐกิจจริง ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีการผลิตสินค้าและบริการจริง เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีการออกโครงการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหานี้ ส่วนตัวเลขหนี้ครัวเรือนไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 3 ปีว่า ถือเป็นสัญญาณที่ดี อย่างไรก็ตาม การลดลงของตัวเลขหนี้ไม่ได้มากนัก โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐาน GDP ที่ขยายตัวตามเงินเฟ้อ ขณะที่ภาระหนี้จริงยังไม่ได้ลดลงมากนัก สถาบันการเงินจึงมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น พร้อมเชื่อว่าหากรัฐบาล ธปท. และสถาบันการเงินดำเนินมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็จะทยอยบรรเทาลงในระยะกลางถึงระยะยาว
สำหรับ แนวโน้มเศรษฐกิจช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ธปท. ให้ความสำคัญกับ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ เงินเฟ้อและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) โดยเงินเฟ้อ แม้ตัวเลขล่าสุดจะเริ่มผ่อนคลายลง และคาดว่าทั้งปีจะต่ำกว่าประมาณการเดิมที่เคยประเมินไว้ราว 2.8% รวมถึงเงินเฟ้อในไตรมาส 4 น่าจะไม่สูงถึงระดับ 4.5% ตามที่เคยคาดไว้ แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามที่กลับมารุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีความผันผวน ซึ่งอาจกระทบต่อเงินเฟ้อในระยะต่อไป ส่วนสถานการณ์ NPL นั้น แม้เศรษฐกิจยังไม่ได้ดีมาก แต่ก็ไม่ได้แย่อย่างที่เคยกังวลในช่วงต้นของสงคราม โดยก่อนหน้านี้เคยประเมินว่า GDP อาจเหลือเพียง 1.5% แต่ปัจจุบันคาดว่าจะขยายตัวได้ราว 2.3% จากความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทยและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งภาพรวมดังกล่าวส่งผลให้ NPL มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย อยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และ ธปท. จะทยอยออกมาตรการดูแลอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ นายวิทัย ยังกล่าวถึงแนวทางการพัฒนา Stablecoin ว่า ธปท. ยังคงเดินหน้าดำเนินการต่อ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น (Hearing) และนำข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนมาปรับปรุงรายละเอียด ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องออกแบบอย่างรอบคอบ รวมถึงประสานการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พร้อมย้ำว่า Stablecoin ที่ ธปท. กำลังพัฒนา ไม่ใช่การสร้างสกุลเงินใหม่ (Currency) แต่เป็นกลไกภายใต้ระบบที่กำลังออกแบบอยู่ ประโยชน์ของ Stablecoin จะช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระเงินแบบกำหนดเงื่อนไขล่วงหน้า (Programmable Payment) และช่วยลดต้นทุนในระบบการโอนเงิน รวมถึงต้นทุนของระบบการชำระเงินบางส่วนในอนาคต
ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการเป็นผู้ออกเหรียญ (Issuer) จะต้องได้รับใบอนุญาต (License) จาก ธปท. และจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาตจะมีอย่างจำกัด ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะมีจำนวนกี่ราย อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าประเทศที่ออก Stablecoin ไปแล้วทั่วโลกยังมีปริมาณการใช้งานไม่มากนัก โดย Stablecoin ที่ได้รับความนิยมอย่าง USDT (Tether) และ USDC ยังเป็นรูปแบบที่มีการกำกับดูแลไม่มากนัก และมีประเด็นด้านความกังวลอยู่บ้าง
