
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ถือเป็นของดีประจำถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์และชื่อเสียงของแหล่งผลิตอย่างชัดเจน การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในพื้นที่จึงเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับ GI ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ
ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GI ขึ้นทะเบียนครบทั้ง 77 จังหวัด รวม 252 สินค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ก.พ. 2569) อาทิ มะยงชิด จ.นครนายก ส้มโอนครชัยศรี มะพร้าวน้ำหอมสามพราน และพุทรานมบ้านโพน จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งล้วนมีศักยภาพต่อยอดเชิงพาณิชย์ สร้างรายได้ให้ชุมชน และขยายสู่ตลาดพรีเมียมได้อีกมาก
ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการพลังระหว่างภาครัฐและเอกชน ภายใต้แนวคิด “Unlocking New Growth: ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต” เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งเป็นกลไกหลักของระบบเศรษฐกิจ
การยกระดับเวทีงานแสดงสินค้าในประเทศ จะช่วยเปิดประตูสู่โอกาสทางการค้า การลงทุน และการสร้างเครือข่ายธุรกิจในระดับสากล เสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในระยะยาว
ขณะที่ นายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า สินค้า GI ไม่เพียงสะท้อนคุณภาพและเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
ในฐานะศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมขนาดใหญ่ของประเทศ อิมแพ็คจะทำหน้าที่ประสานงาน วางแผนพื้นที่จัดแสดง และขยายช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ผ่านเครือข่ายตลาดที่มีศักยภาพรองรับ ขณะที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะสนับสนุนองค์ความรู้และผู้เชี่ยวชาญด้าน GI ส่วนหอการค้าไทยจะเชื่อมโยงเครือข่ายสมาชิกภาคธุรกิจ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างอิมแพ็คและหอการค้าไทยจะเริ่มต้นในงานแสดงสินค้าและสัมมนาด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลแห่งอาเซียน DigiTech ASEAN Thailand 2026 – AI Connect 2026 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–24 กรกฎาคม 2569 ณ อาคาร 5–6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ที่เชื่อมโยง “อัตลักษณ์ท้องถิ่น” เข้ากับ “ตลาดสมัยใหม่” อย่างเป็นระบบ วางรากฐานการเติบโตที่สมดุลและยั่งยืนในระยะยาว พร้อมยกระดับสินค้าไทยสู่เวทีการแข่งขันระดับสากลอย่างมีพลัง
