รื้อเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ เปิดทางคนจน 5 ล้านลุ้นคืนสิทธิช่วยผู้เดือดร้อนไม่ให้ตกหล่น

รัฐบาลรื้อหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ยกเว้นรถเก่า เงินลงทุนไม่เกิน 5,000 บาท และผู้ร่วมวิสาหกิจชุมชน ไม่ให้ถูกตัดสิทธิแบบเหมารวม

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 หลังพบว่าเงื่อนไขเดิมบางข้ออาจกลายเป็น “กำแพง” ทำให้ประชาชนที่เดือดร้อนและสมควรได้รับความช่วยเหลือถูกตัดสิทธิ

การทบทวนดังกล่าวสืบเนื่องจากมติ ครม.เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 ที่สั่งเร่งตรวจสอบหลักเกณฑ์คัดกรองอีกครั้ง เพื่ออุดช่องโหว่และป้องกันไม่ให้คนที่ควรได้รับความช่วยเหลือตกหล่นจากระบบ

หลักเกณฑ์ใหม่เสนอไม่ให้สถานะนักเรียนหรือนักศึกษาในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท รวมถึงผู้เรียนเพื่อรับคุณวุฒิตามกฎหมายส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นเหตุให้ถูกตัดสิทธิ

นอกจากนี้ ผู้มีชื่อเป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือวิสาหกิจชุมชน จะไม่ถูกตัดสิทธิโดยอัตโนมัติ เนื่องจากการมีชื่อในกิจการดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นมีฐานะร่ำรวย

ส่วนผู้มีหลักทรัพย์หรือตราสารหนี้รวมกันไม่เกิน 5,000 บาท จะไม่ถูกตัดสิทธิ เพราะเงินลงทุนจำนวนเล็กน้อยอาจเป็นเพียงการออมระยะยาว ไม่ได้สะท้อนว่ามีฐานะทางเศรษฐกิจสูง

ด้านเกณฑ์การถือครองยานพาหนะ เสนอให้ยกเว้นรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน 15 ปี รวมถึงรถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรมที่มีอายุเกิน 20 ปี นับจากวันจดทะเบียนครั้งแรก เว้นแต่เป็นรถมูลค่าสูงหรือรถสะสมตามหลักเกณฑ์ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด

ขณะเดียวกัน จะปรับวิธีตรวจสอบภาระหนี้ให้สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น โดยสินเชื่อเพื่อการเกษตรของ ธ.ก.ส.ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ จะนับเฉพาะยอดที่ไม่ใช่หนี้เพื่อการเกษตร ส่วนสินเชื่อโครงการผลิตภัณฑ์ชุมชนชื่อสัตย์ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้แทนมัสยิดลงนามแทนชุมชน จะไม่นำไปคำนวณเป็นหนี้ส่วนบุคคล

สำหรับวงเงินค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ซึ่งอาจถูกนับซ้ำกับยอดกู้จากสถาบันการเงิน จะไม่นำวงเงินค้ำประกันที่ยังไม่มีภาระหนี้คงค้างจริงมารวมเป็นหนี้ของผู้ลงทะเบียน

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า การปรับเกณฑ์ครั้งนี้ต้องการให้การคัดกรองสะท้อนฐานะและความเดือดร้อนที่แท้จริง ไม่ให้เงินลงทุนเพียงเล็กน้อย รถที่ใช้งานมานาน หรือการมีชื่อเกี่ยวข้องกับกิจการบางประเภท กลายเป็นเหตุให้ประชาชนเสียสิทธิ รวมถึงป้องกันปัญหาการนับภาระหนี้ซ้ำซ้อน

ทั้งนี้ มีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติยื่นขอทบทวนสิทธิแล้ว 5,011,678 คน และผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติที่ไม่ได้ยื่นทบทวนสิทธิอีก 4,302,575 คน โดยกลุ่มที่ยื่นทบทวนสิทธิสามารถแก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานตรวจสอบได้ถึงวันที่ 20 ก.ย. 2569 และจะถูกตรวจสอบใหม่ตามหลักเกณฑ์ที่ปรับปรุง หาก ครม.ให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศผลในวันที่ 30 ก.ย. 2569

ผู้ผ่านคุณสมบัติและยืนยันตัวตนผ่านระบบ e-KYC แล้ว จะเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 โดยสามารถยืนยันตัวตนที่ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยได้ถึงวันที่ 14 ต.ค. 2569 ส่วนธนาคารกรุงไทยเปิดให้ยืนยันตัวตนถึงวันที่ 12 ม.ค. 2570

รัฐบาลยังเตรียมนำฐานข้อมูลผู้ลงทะเบียนไปใช้วางมาตรการช่วยเหลือด้านอื่น ทั้งการดูแลกลุ่มเปราะบาง การแก้หนี้ การสนับสนุนสินเชื่อประกอบอาชีพ ตลอดจนการพัฒนาทักษะและส่งเสริมการเข้าสู่ตลาดแรงงาน พร้อมกำชับให้ตรวจสอบกรณีประชาชนถูกแอบนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ทำธุรกรรมหรือนิติกรรมโดยไม่ได้รับความยินยอม และเร่งปรับปรุงฐานข้อมูลภาครัฐให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน

สำหรับการจัดสวัสดิการแก่ผู้ผ่านคุณสมบัติ คาดว่าจะใช้งบประมาณไม่เกิน 42,000 ล้านบาท จากกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ตามกรอบงบประมาณปี 2570 เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนที่เดือดร้อนอย่างแท้จริงและไม่ถูกทอดทิ้งเพราะข้อมูลที่คลาดเคลื่อน