รื้อใหญ่ราชการ! ลุ้นเคาะจ่ายชดเชยเกษียณก่อนกำหนด ทุบเป้าลดคน 5% คาดใช้งบกลาง 7 พันล้าน

รองนายกฯปกรณ์แง้มความคืบหน้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด รอคลังเคาะตัวเลขค่าตอบแทนจูงใจเล็งให้มากกว่า 12 เท่า วางเป้าเริ่มปีงบประมาณ 70 หวังสับสวิตช์ลดคนภาครัฐ 5% ประเดิมใช้เงินงบกลาง 7 พันล้านบาท

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการสำคัญในการปฏิรูประบบราชการ โดยเฉพาะโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) ของข้าราชการพลเรือนสามัญ ว่า ขณะนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งจัดทำรายละเอียดเชิงลึก ก่อนเตรียมนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติขั้นเด็ดขาด

สำหรับประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างการหาข้อสรุปนั้น เหลือเพียงประเด็นสำคัญเรื่อง “อัตราค่าตอบแทน” ที่ควรจะได้รับ โดยในเบื้องต้นมีแนวคิดว่าอยากให้ได้รับมากกว่า 12 เท่า เพื่อสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม แต่ตัวเลขที่แน่ชัดจะต้องรอหารือร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อวางเกณฑ์มาตรฐานที่รัดกุมและเป็นธรรมต่อไป

ในส่วนของกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าเกณฑ์โครงการดังกล่าวนั้น เบื้องต้นกำหนดไว้ที่ข้าราชการอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปและมีความสนใจเข้าร่วม จะต้องมีเหตุผลความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เช่น ต้องลาออกไปดูแลบิดามารดาที่เจ็บป่วย หรือมีปัญหาสุขภาพของตนเอง โดยมีหัวหน้าส่วนราชการเป็นผู้พิจารณาอนุมัติเป็นรายกรณี คาดว่ามาตรการนี้จะสามารถขับเคลื่อนและเริ่มดำเนินการได้ภายในปีงบประมาณ 2570

ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางเป้าหมายลดอัตรากำลังพลลง 5% ต่อปีจากจำนวนข้าราชการทั้งหมด โดยในเฟสแรกที่ตั้งเป้าลด 5% จะต้องใช้งบประมาณราว 7,000 ล้านบาท ซึ่งในเบื้องต้นอาจจะใช้เงินงบประมาณจากงบกลาง ก่อนที่ในปีต่อๆ ไปวงเงินงบดำเนินโครงการจะทยอยลดลงตามลำดับ

นอกจากนี้ นายปกรณ์ยังกล่าวถึงการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลกรณีการยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ว่า ครม. ได้มีมติให้โอนย้ายบุคลากรจำนวน 48 คน ไปสังกัดภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) สำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีภารกิจที่สอดคล้องและใกล้เคียงกัน โดยจะมอบหมายให้ไปปฏิบัติงานในหน่วยการบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) เพื่อทำภารกิจจัดทำแผนที่ และปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map)

“หากโครงการ One Map เสร็จสมบูรณ์ ครม. จะให้ความเห็นชอบทันที จากนั้นจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขแผนที่ท้ายกฎหมายลำดับรองภายในระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน เนื่องจากปล่อยให้เรื่องนี้ยืดเยื้อมานานนับ 10 ปีแล้วแต่ก็ยังไม่แล้วเสร็จเสียที” นายปกรณ์ระบุ

ส่วนประเด็นการยุบรวมหรือลดหน่วยงานรัฐที่มีความซ้ำซ้อนตามภูมิภาคนั้น ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนระบบราชการ (ก.พ.ร.) กำลังเร่งพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวมีผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำลังและภารกิจของเจ้าหน้าที่ การดำเนินงานจึงต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ยืนยันว่านโยบายนี้จะต้องเดินหน้าอย่างแน่นอนในฐานะแผนระยะยาว

ในส่วนของความคืบหน้ามาตรการชะลอลดขนาดอัตรากำลัง เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมพหุภาคีเพื่อการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด (MSF) ได้เร่งรัดกระบวนการเชื่อมโยงข้อมูล หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ เพื่อนำมาบูรณาการเรื่องการร้องเรียนร้องทุกข์ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดึงข้อมูลร่วมกันได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นประเด็นปัญหาิ่งแวดล้อม การรุกล้ำที่ดิน หรือปัญหาการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากปัญหาเหล่านี้มักมีความซับซ้อนหลายมิติ การเชื่อมฐานข้อมูลให้ตรงกันจะช่วยให้การช่วยเหลือประชาชนมีความแม่นยำ ไม่กระจัดกระจาย และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐได้ง่ายขึ้น

นายปกรณ์กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมาในการเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ตนรู้สึกภูมิใจที่ได้ผลักดันและขับเคลื่อนนโยบายด้านกฎหมายของรัฐบาลให้ลุล่วงครบถ้วนตามเป้าหมายทุกหัวข้อแล้ว