
สถานการณ์มะม่วงในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกกำลังเข้าสู่จุดตึงเครียด หลังพบผลผลิตจำนวนมากยังคงค้างอยู่ในแหล่งผลิตหลัก เสี่ยงกระทบราคาตลาดและรายได้ของเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กรมการค้าภายในไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก เดินหน้าจับคู่ธุรกิจ เชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้ารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อเร่งระบายมะม่วงออกจากพื้นที่ให้ได้มากที่สุดในเวลาจำกัด
จุดโฟกัสล่าสุดอยู่ที่ “กลุ่มแปลงใหญ่ผู้ผลิตมะม่วงส่งออกบ้านม่วงหอม” ตำบลแก่งโสภา อำเภอวังทอง ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตสำคัญของจังหวัด มีสมาชิก 20 ราย พื้นที่เพาะปลูกราว 50 ไร่ และยังมีผลผลิตคงค้างอยู่ถึงประมาณ 30 ตัน—ตัวเลขที่สะท้อนแรงกดดันมหาศาลของชาวสวนในขณะนี้
แม้ผลผลิตทั้งหมดจะผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP และ GI ซึ่งการันตีคุณภาพระดับส่งออก แต่ปริมาณที่ล้นตลาดกลับกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข
รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ขณะนี้สามารถประสานผู้ประกอบการเข้าพื้นที่รับซื้อได้แล้ว โดยมีการทยอยคัดแยกและรับซื้ออย่างต่อเนื่อง พร้อมวางแผนให้เกษตรกรเก็บเกี่ยววันละประมาณ 10 ตัน เพื่อให้การระบายผลผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในช่วง 2–3 วันข้างหน้า คาดว่าปฏิบัติการเร่งด่วนครั้งนี้ จะสามารถดูดซับผลผลิตออกจากพื้นที่ได้ไม่น้อยกว่า 30 ตัน ช่วยคลี่คลายสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ในระดับหนึ่ง
ที่สำคัญ กรมการค้าภายในยังผลักดันกลไกราคาด้วยการกำหนด “ราคานำตลาด” โดยปรับเพิ่มจากราคาที่เกษตรกรเคยจำหน่ายอีก 1.50 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อยกระดับรายได้ และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการรับซื้อในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยอมรับว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเชิงรุก โดยจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเดินหน้าประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ผลผลิตตกค้างซ้ำเติมความเดือดร้อนของเกษตรกร
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาด “มะม่วง 30 ตัน” ในพิษณุโลก จึงไม่ใช่แค่ตัวเลข—แต่คือเดิมพันของรายได้และความอยู่รอดของชาวสวนทั้งพื้นที่.
