
กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับขบวนการลักลอบนำเข้าตีนไก่จากต่างประเทศ ก่อนสวมสิทธิ์เป็นสินค้าไทยเพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากหลายฝ่าย หลังมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการนำสินค้าผ่านห้องเย็นเพื่อเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ ก่อนใช้ตราประทับ (Seal) ของกรมปศุสัตว์ปิดตู้คอนเทนเนอร์ และออกเอกสารรับรองการส่งออก ทั้งใบรับรองสุขภาพสัตว์และใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ จนเกิดข้อสงสัยว่าอาจมีความเชื่อมโยงระหว่างภาคเอกชน กลุ่มทุน และเจ้าหน้าที่รัฐบางราย
ประเด็นดังกล่าวยิ่งร้อนแรงขึ้น หลัง General Administration of Customs of the People’s Republic of China (GACC) หรือศุลกากรจีน ขอให้ไทยชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณการส่งออกตีนไก่ของโรงงานไทยบางแห่ง ซึ่งอาจสูงเกินกว่ากำลังการผลิตจริง จนสร้างความกังวลต่อระบบตรวจสอบย้อนกลับของประเทศไทย
นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้จัดส่งข้อมูลชี้แจงไปยังฝ่ายจีนแล้วในระดับหนึ่ง และหากศุลกากรจีนยังมีข้อสงสัยเพิ่มเติม กรมฯ พร้อมส่งข้อมูลและเอกสารสนับสนุนทุกด้าน เพราะเชื่อมั่นว่าระบบกำกับดูแลของไทยมีมาตรฐาน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน
อธิบดีกรมปศุสัตว์อธิบายว่า ปัจจุบันประเทศไทยส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกไปยัง 52 ประเทศทั่วโลก โดยตลาดจีนรับซื้อผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการชำแหละเป็นหลัก ทั้งตีนไก่และเครื่องในไก่ ซึ่งแม้สามารถจำหน่ายภายในประเทศได้ แต่การส่งออกไปจีนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมได้สูงกว่า
ทั้งนี้ ข้อสงสัยของศุลกากรจีนเป็นเพียงบางประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบและชี้แจง ไม่ได้หมายความว่าระบบการผลิตหรือการส่งออกสัตว์ปีกของไทยทั้งระบบมีปัญหา ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังคงหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการค้าสัตว์ปีกอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ฝ่ายจีนยังแสดงความสนใจที่จะเปิดตลาดส่งออกเนื้อไก่มายังประเทศไทยด้วย ซึ่งกรมปศุสัตว์จะพิจารณาตามหลักวิชาการ หลักสุขอนามัยสัตว์ และมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารเช่นเดียวกับทุกประเทศผู้ส่งออก
สำหรับ ระบบกำกับดูแลของไทย อธิบดีกรมปศุสัตว์ระบุว่า มีการควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มจากการขึ้นทะเบียนฟาร์ม การบันทึกข้อมูลการเลี้ยงผ่านระบบดิจิทัล การตรวจโดยสัตวแพทย์ประจำโรงชำแหละ การควบคุมกระบวนการผลิตในโรงงาน ตลอดจนการออกใบรับรองสุขภาพสัตว์ ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของสินค้าและคำนวณปริมาณผลผลิตได้อย่างชัดเจน
ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับปริมาณตีนไก่ที่ส่งออกไปยังประเทศจีน กรมปศุสัตว์จะนำข้อมูลที่ได้รับจากศุลกากรจีนมาตรวจสอบย้อนกลับอย่างละเอียด เพื่อพิจารณาว่าเกิดจากความคลาดเคลื่อนของระบบการรับรอง ความผิดพลาดในการยื่นเอกสารของผู้ประกอบการ หรือเป็นการกระทำที่อยู่นอกระบบกำกับดูแลของกรมปศุสัตว์
นายสัตวแพทย์สมชวนยอมรับว่า ปัญหาการลักลอบนำเข้าตีนไก่จากต่างประเทศเพื่อนำมาสวมสิทธิ์เป็นสินค้าไทยส่งออกไปจีน ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว โดยผู้กระทำผิดพยายามใช้วิธีหลบเลี่ยงการตรวจสอบหลายรูปแบบ จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของการส่งออกสัตว์ปีกไทย
ที่ผ่านมา กรมศุลกากรเคยตรวจพบการสำแดงสินค้าเป็นเท็จหลายครั้ง โดยระบุในเอกสารว่าเป็นมะพร้าวแช่แข็งหรือกล้วยหอมแช่แข็ง แต่เมื่อเปิดตรวจภายในตู้คอนเทนเนอร์กลับพบว่าเป็นตีนไก่ที่เตรียมส่งออกไปยังประเทศจีน ซึ่งการกระทำลักษณะดังกล่าวถือว่าอยู่นอกระบบรับรองของกรมปศุสัตว์
อธิบดีกรมปศุสัตว์ยืนยันว่า หากผลการตรวจสอบพบการปลอมแปลงใบรับรองสุขภาพสัตว์ เอกสารรับรองการส่งออก หรือพบเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ประกอบการรายใดเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง จะดำเนินคดีและลงโทษตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดโดยไม่มีข้อยกเว้นแต่หากการตรวจสอบยืนยันว่าระบบรับรองของกรมปศุสัตว์ดำเนินการอย่างถูกต้อง ก็จะนำข้อเท็จจริงและหลักฐานทั้งหมดชี้แจงต่อศุลกากรจีน เพื่อสร้างความเข้าใจและรักษาความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานการส่งออกของประเทศไทย
ปัจจุบัน ไทยยังสามารถส่งออกตีนไก่ไปยังประเทศจีนได้ แม้ว่าปริมาณจะเหลือประมาณร้อยละ 50 ของระดับเดิม โดยกรมปศุสัตว์อยู่ระหว่างประสานความร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกไก่ไทย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบย้อนกลับ และเร่งชี้แจงข้อสงสัยของฝ่ายจีน โดยเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างความเข้าใจและทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในที่สุด
สำหรับ ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง หลังนายณรงเดช อุฬารกุล สส. พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ว่า อาจมีการลักลอบนำเข้าตีนไก่จากต่างประเทศมาสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดเป็นสินค้าไทย ก่อนเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และใช้เอกสารรับรองประกอบการส่งออกไปยังประเทศจีน พร้อมตั้งคำถามถึงความเข้มงวดของระบบกำกับดูแลและการออกใบรับรองของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกรมปศุสัตว์ยืนยันว่าจะตรวจสอบทุกประเด็นอย่างรอบด้าน และหากพบการกระทำผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น
