หนักกว่าโควิด! น้ำมันพุ่ง–สงครามกดทับไมซ์ขอนแก่นทรุด ยกเลิกจองทะลุ 50%

สถานการณ์วิกฤตพลังงานที่รุนแรงขึ้น ผนวกกับความตึงเครียดจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลก กำลังส่งแรงกระแทกอย่างหนักต่อภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ของจังหวัดขอนแก่น จนผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่ม “ตั้งรับไม่ไหว” ท่ามกลางต้นทุนที่พุ่งสูงและความเชื่อมั่นนักเดินทางที่ถดถอยลงอย่างน่ากังวล

น.ส.ณัฏฐิญา ตันทสุข นายกสมาคมท่องเที่ยวและไมซ์จังหวัดขอนแก่น และรักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการกำลังเผชิญภาวะต้นทุนเพิ่มขึ้นรอบด้าน ตั้งแต่น้ำดื่มที่ปรับราคาสูงขึ้นแพคละ 3–5 บาท ไปจนถึงมาตรการลดค่าใช้จ่ายภายในโรงแรม เช่น ลดจำนวนขวดน้ำในห้องพักจาก 3–4 ขวด เหลือเพียง 2 ขวด การจำกัดเวลาเปิดเครื่องปรับอากาศและไฟฟ้า รวมถึงการพิจารณาปรับลดกำลังพนักงาน ซึ่งเป็นภาพซ้ำรอยช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

“สถานการณ์ครั้งนี้กระทบหนักกว่าที่เคยเจอในช่วงโควิด เพราะไม่สามารถประเมินทิศทางได้เลย ทั้งต้นทุนพลังงานและปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้” น.ส.ณัฏฐิญา กล่าว

ขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านสงครามและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดต่างชาติ ส่งผลให้การเดินทางชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด ภาคไมซ์ซึ่งพึ่งพาการจัดประชุม สัมมนา และกิจกรรมองค์กร ได้รับผลกระทบเต็มแรง

ข้อมูลล่าสุดจากการประสานกับผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่ พบว่ามีการเลื่อนและยกเลิกการจองที่พัก ลดลงครึ่งต่อครึ่งหรือ 50% ขณะที่งานประชุม สัมมนา และกิจกรรมสังสรรค์ต่าง ๆ ถูกเลื่อนหรือยกเลิกออกไปอย่างไม่มีกำหนด ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ เทศกาลสงกรานต์ซึ่งเคยเป็นช่วงพีคของการท่องเที่ยว กลับเผชิญภาวะ “ห้องว่าง” แทบทั้งระบบ หลังการจองถูกยกเลิกเกือบทั้งหมด สะท้อนภาพบรรยากาศที่อาจเงียบเหงาอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

น.ส.ณัฏฐิญา ระบุว่า ภาคเอกชนพยายามปรับตัวด้วยการหันมากระตุ้นตลาดในประเทศ ควบคู่กับการผลักดันแนวคิด Low-Carbon Tourism & MICE และยกระดับคุณภาพบริการเพื่อดึงดูดนักเดินทาง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะต้านแรงกระแทกจากวิกฤตครั้งนี้

จึงเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) การผ่อนปรนเงื่อนไขทางการเงิน และการเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ รวมถึงการทบทวนการจัดกลุ่มความเสี่ยงของธุรกิจท่องเที่ยวที่ปัจจุบันถูกจัดอยู่ใน “กลุ่มซี” ซึ่งเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก

“หากสามารถปลดล็อกข้อจำกัดด้านสินเชื่อหรือเพิ่มวงเงินทุนหมุนเวียนได้ จะช่วยพยุงผู้ประกอบการให้เดินหน้าต่อได้ แต่ตอนนี้แทบไม่มีเครื่องมือช่วยเหลือเลย” น.ส.ณัฏฐิญากล่าว

นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐออกมาตรการพยุงต้นทุนพลังงาน และเดินหน้ากระตุ้นการจัดงานไมซ์ในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาการจ้างงานและระบบเศรษฐกิจในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงมีความหวังว่า หากภาครัฐและเอกชนสามารถประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด และออกมาตรการได้อย่างทันท่วงที ก็จะช่วยประคับประคองอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ และกลับมาฟื้นตัวได้ในระยะยาว แม้เส้นทางข้างหน้าจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนก็ตาม