
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมกำหนดแนวทางและขั้นตอนสมัครเข้าร่วมโครงการสำหรับร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะอย่างชัดเจน เพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศ
โดยรัฐบาลเปิดให้ร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านจุดบริการของกระทรวงมหาดไทยร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ ท่ามกลางความสนใจของผู้ประกอบการจำนวนมากที่เตรียมเข้าร่วมมาตรการรัฐรอบใหม่ หวังเพิ่มยอดขายและดึงกำลังซื้อกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
สำหรับแนวทางการสมัคร รัฐบาลแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งสามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ทันที ขณะที่ร้านค้าและผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ จะต้องลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย พร้อมเปิดบัญชีประเภทบุคคลธรรมดา สมัครร้านค้าถุงเงินผ่านเว็บไซต์ และจัดเตรียมเอกสารรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนยื่นสมัคร
ส่วนผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง เรือโดยสาร และรถร่วมบริการ สามารถสมัครผ่านระบบแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยตรงกับธนาคารกรุงไทย เพื่อเปิดรับชำระเงินจากประชาชนภายใต้โครงการดังกล่าว
ทั้งนี้ ร้านค้าใหม่จะต้องผ่านขั้นตอนตรวจสอบประเภทกิจการ ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม และนำเอกสารไปรับรองจากหน่วยงานที่กำหนด ก่อนยื่นสมัครกับธนาคารกรุงไทย เมื่อผ่านการอนุมัติ ระบบจะส่ง SMS แจ้งผล และแบนเนอร์ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะปรากฏบนแอปฯ ถุงเงิน เพื่อให้ร้านค้ากดยอมรับเงื่อนไขและเริ่มรับชำระเงินได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น.
รัฐบาลยังกำหนดคุณสมบัติร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไว้อย่างเข้มงวด ครอบคลุมร้านอาหาร เครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า วิสาหกิจชุมชน กองทุนหมู่บ้าน ร้านค้าชุมชน ตลอดจนผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ และนิติบุคคลขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยกิจการจะต้องสามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่เป็นร้านสะดวกซื้อประเภทแฟรนไชส์ หรือธุรกิจรับสินค้าผู้อื่นมาจำหน่ายในลักษณะตัวแทน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังวางมาตรการคัดกรองเข้ม ร้านค้าที่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการรัฐในอดีต เช่น โครงการคนละครึ่ง หรือ “คนละครึ่ง พลัส” จะหมดสิทธิเข้าร่วมทันที เพื่อป้องกันการทุจริตและสร้างความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ
สำหรับสินค้าและบริการที่สามารถใช้สิทธิได้ ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และบริการขนส่งสาธารณะ ยกเว้นสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และบริการที่เป็นการชำระเงินล่วงหน้า
ในส่วนของระบบการจ่ายเงิน ภาครัฐจะโอนเงินในส่วนที่รัฐร่วมจ่ายเข้าบัญชีร้านค้าผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ตามรอบเวลาที่กำหนด และหากการโอนเงินไม่สำเร็จ ระบบจะทำการ Retry ทุกวันศุกร์ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569 เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับเงินครบถ้วนตามสิทธิที่กำหนดไว้
