เปิดดีลยักษ์ไทย-จีน ‘ศุภจี’ ชูสูตร Win-Win ปั้นไทยฐานอาหารโลกดึงทุนจีนลงทุนเต็มห่วงโซ่

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ารุกความร่วมมือเศรษฐกิจไทย-จีนครั้งใหญ่ ระหว่างหารือทวิภาคีกับ “เหอ ลี่เฟิง” รองนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade) ณ เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน

การหารือครั้งนี้ถูกจับตาในฐานะ “จุดเริ่มต้นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่” ของไทยและจีน หลังทั้งสองประเทศเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ต่อเนื่อง ภายหลังครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนเมื่อปีที่ผ่านมา

นางศุภจี ระบุว่า ไทยชื่นชมแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจจีนที่มุ่งสู่ “High Quality Development” ผ่านเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของไทยในการยกระดับภาคการผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้าไทยในตลาดโลก

ไฮไลต์สำคัญของการหารือครั้งนี้ คือข้อเสนอ “โครงการนำร่อง” ระหว่างไทย-จีน เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ “สินค้าพรีเมียม” เจาะตลาดผู้บริโภคยุคใหม่ โดยไทยจะใช้จุดแข็งด้านวัตถุดิบการเกษตรคุณภาพสูง ผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากจีน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Functional Food และอาหารสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งตอบโจทย์กระแส “Silver Economy” ที่จีนกำลังให้ความสำคัญอย่างมาก

นางศุภจี ย้ำว่า ความร่วมมือในลักษณะ “Co-Creation” นี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทย แต่ยังจะผลักดันไทยสู่การเป็น “ฐานความมั่นคงทางอาหาร” ของจีนและตลาดโลกในอนาคต โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้ไทยที่ยังคงได้รับความนิยมสูงในจีน

พร้อมกันนี้ ไทยยังเสนอให้ภาคธุรกิจจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ใช้วัตถุดิบและทรัพยากรในประเทศมากขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันทั้งด้านการผลิต การลงทุน และการส่งออก ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็น “Win-Win Solution” ที่จะสร้างประโยชน์ให้ทั้งสองประเทศในระยะยาว

อีกประเด็นสำคัญ คือการผลักดันผู้ประกอบการ SME ไทยเข้าสู่ตลาดจีน โดยไทยเสนอจัดตั้ง “Thai National Pavilion” บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ของจีน เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงผู้บริโภคจีนโดยตรง พร้อมเสนอความร่วมมือด้านมาตรฐานสินค้าและระบบตรวจสอบ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อ SME ไทยจากสินค้านำเข้า

นางศุภจี เปิดเผยว่า รองนายกรัฐมนตรีจีนเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และทั้งสองฝ่ายได้มอบหมายให้จัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อผลักดันข้อหารือทั้งหมดไปสู่การปฏิบัติจริง และเตรียมรายงานผลต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมการค้า การลงทุน และความร่วมมือเศรษฐกิจไทย-จีน ซึ่งจะกลับมาจัดประชุมอีกครั้งภายในปีนี้ หลังเว้นว่างมานานกว่า 8 ปี

ขณะเดียวกัน ฝ่ายจีนยังแสดงความสนใจเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่ของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งไทยเสนอให้จีนเข้ามาลงทุนครบวงจรทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกสู่ตลาดโลก

นอกจากนี้ นางศุภจี ยังได้ติดตามความคืบหน้าการส่งออกปุ๋ยเคมีจากจีนมายังไทย หลังนายกรัฐมนตรีไทยเคยหารือประเด็นดังกล่าวกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยไทยขอให้จีนสนับสนุนการส่งออกปุ๋ยเคมีจำนวน 350,000 ตันภายในปีนี้ เพื่อลดต้นทุนภาคเกษตร ซึ่งฝ่ายจีนรับเรื่องไปพิจารณาต่อทันที