เลือกตั้งไม่สะดุดฟันด์โฟลว์หลั่งไหลต่างชาติซื้อหุ้น–บอนด์ไทยทะลุ 3 หมื่นล้านใน 3 วัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า กระแสเงินทุนต่างชาติในช่วงก่อนการเลือกตั้งของไทยตลอด 4 รอบที่ผ่านมา ทั้งในปี 2554, 2562, 2566 และ 2569 แม้จะสะท้อนมุมมองบางส่วนต่อปัจจัยการเมือง แต่ในความเป็นจริง การเคลื่อนย้ายเงินทุนยังถูกกำหนดโดยบริบทที่แตกต่างกันของตลาดการเงิน เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทยและสหรัฐฯ ในแต่ละช่วงเวลา

อย่างไรก็ตาม จุดที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญคือ ช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2569 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายการเลือกตั้งที่นักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อสุทธิ พร้อมกันทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเมืองในระยะข้างหน้า

ขณะเดียวกัน ภายหลังการเลือกตั้ง กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 3 วันทำการหลังการเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 9–11 กุมภาพันธ์ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยรวมกันสูงถึง 32.8 พันล้านบาท ซึ่งถือเป็นมูลค่าที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันหลังการเลือกตั้งในรอบก่อนหน้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า กระแสเงินทุนดังกล่าวสะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนต่อ เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ และแนวโน้มนโยบายเศรษฐกิจที่มีความต่อเนื่อง รวมถึงมุมมองเชิงบวกต่อโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป

อย่างไรก็ดี ทิศทางเงินทุนต่างชาติในระยะข้างหน้ายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า มี 3 ประเด็นหลัก ที่ต้องจับตาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

  1. เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ และความต่อเนื่องของมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีผลต่อมุมมองการเติบโตในระยะกลาง
  2. ความเสี่ยงด้านสถานะการคลัง และท่าทีของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งอาจกระทบความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน
  3. ความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนโลก ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยภายนอกสำคัญต่อจังหวะการเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดการเงินไทย