‘เอกนิติ’สวนฝ่ายค้านป้อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านไม่ใช่เกมการเมืองแต่คือเดิมพันปากท้องคนไทย

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงกรณีพรรคประชาชนยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตว่า วงเงิน 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานอาจไม่เข้าข่าย “จำเป็นเร่งด่วน” ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัวและมีความซับซ้อนกว่าวิกฤตครั้งที่ผ่านมา

นายเอกนิติ ระบุว่า ต้นตอสำคัญของปัญหาเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ มาจากต้นทุนราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยประเด็นดังกล่าวยังถูกหยิบยกหารือในเวทีประชุมอาเซียนด้วย

“ตอนนี้เงินเฟ้อเดือนล่าสุดอยู่ที่ 2.9% และมีแนวโน้มขยับขึ้นไปแตะ 4-5% เพราะเป็นเงินเฟ้อจากต้นทุน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอาหาร ปรับขึ้นเกือบ 10% แล้ว” นายเอกนิติกล่าว

อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ ระบุว่า ตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปียังอยู่ในกรอบไม่เกิน 3% ตามเป้าหมาย และรัฐบาลได้หารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

นายเอกนิติ ย้ำว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้ เป็นมาตรการจำเป็นเร่งด่วนเพื่อเตรียมรับมือวิกฤตที่อาจลุกลามหนักขึ้น พร้อมเปรียบเทียบว่า วิกฤตรอบนี้แตกต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่เป็นปัญหาสถาบันการเงิน หรือช่วง “ไทยเข้มแข็ง” ที่เกิดจากแรงกระแทกเศรษฐกิจโลก แต่ครั้งนี้เป็น “วิกฤตปากท้อง” ที่กระทบประชาชนโดยตรง

“รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อม ไม่ปล่อยให้ผลกระทบลามไปถึงประชาชนในวงกว้าง” นายเอกนิติกล่าว

ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ยังชื่นชมเศรษฐกิจไทย จึงตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการกู้เงินนั้น นายเอกนิติ ชี้แจงว่า เป็นคนละประเด็นกัน เพราะสิ่งที่ Moody’s ชื่นชม คือเสถียรภาพด้านทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยที่ยังแข็งแกร่ง ไม่ได้หมายความว่าปัญหาค่าครองชีพและความเดือดร้อนภายในประเทศจะหมดไป หรือไม่จำเป็นต้องเร่งแก้ไข