‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เงินสะพัดทะลุ 1.4 หมื่นล้านคนแห่ใช้สิทธิกว่า 21.8 ล้านราย

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” อย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. สะท้อนให้เห็นถึงการตอบรับอย่างคึกคักจากทั้งประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ มีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 26.04 ล้านราย ขณะที่ยอดการใช้จ่ายสะสมภายในโครงการพุ่งแตะ 14,099.82 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสนับสนุนจากภาครัฐ 8,205.35 ล้านบาท และเงินร่วมจ่ายจากประชาชนอีก 5,894.47 ล้านบาท โดยมีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้วถึง 21.85 ล้านราย สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวสามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยได้จริง และช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้เศรษฐกิจระดับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ในฝั่งผู้ประกอบการ พบว่ามีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการสำเร็จแล้ว 997,573 ร้านค้า ใกล้แตะระดับ 1 ล้านร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 866,459 ร้านค้า และร้านค้าใหม่อีก 131,114 ร้านค้า ขณะที่ยังมีร้านค้าอีกหลายหมื่นรายอยู่ระหว่างขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจรายย่อยที่ต้องการใช้มาตรการภาครัฐเป็นช่องทางเพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้า

ข้อมูลยังระบุว่า ปัจจุบันมีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงผ่านโครงการแล้วถึง 925,033 ร้านค้า ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ส่งผลให้เม็ดเงินจากมาตรการภาครัฐไหลลงสู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

นอกจากนี้ ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. มีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้วจำนวน 142,610 ราย สะท้อนถึงความต้องการใช้สิทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และชี้ให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวสามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้จริง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและต้นทุนการดำรงชีวิตที่อยู่ในระดับสูง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ตัวเลขการใช้จ่ายที่ขยายตัวต่อเนื่องถือเป็นสัญญาณเชิงบวกของเศรษฐกิจฐานราก เพราะไม่เพียงช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน แต่ยังช่วยสร้างรายได้ให้ร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินภายในชุมชนและกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมขยายความสะดวกในการใช้สิทธิให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยจะเปิดให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มช่องทางการจับจ่ายให้ประชาชน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในระบบดิจิทัลเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น และช่วยเร่งการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจให้ขยายตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง