
โซลาร์รูฟท็อปรัฐบาล ใครได้ประโยชน์จริง? เปิดบัญชีเงินอุดหนุน 5 หมื่นบาท—โอกาสลดค่าไฟของประชาชน หรือแรงส่งตลาดให้ทุนพลังงาน
หลังคาบ้านกำลังกลายเป็นพื้นที่ลงทุนแห่งใหม่ เมื่อรัฐบาลเปิดโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” สนับสนุนค่าอุปกรณ์และติดตั้งรายละ 50,000 บาท เป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน พร้อมความหวังว่าประชาชนจะผลิตไฟใช้เอง ลดรายจ่าย และขายส่วนเกินสร้างรายได้
แต่ระหว่างคำว่า “รัฐช่วยติดโซลาร์” กับเงินที่เหลือในกระเป๋าประชาชน มีทั้งราคาติดตั้ง ดอกเบี้ย สิทธิที่ต้องสละ และสัญญาระยะยาวคั่นอยู่
คำตอบว่าใครได้ประโยชน์จึงไม่อาจตัดสินจากยอดขายแผง หรือยอดผู้ลงทะเบียนเพียงอย่างเดียว ต้องดูว่าเงินอุดหนุนลดภาระครัวเรือนได้จริงเท่าใด ผู้ขายแข่งขันกันเพียงพอหรือไม่ และใครเป็นผู้รับความเสี่ยงหลังติดตั้งเสร็จ
ข้อสรุปจากการวิเคราะห์คือ ประชาชนกับผู้ประกอบการสามารถได้ประโยชน์ร่วมกัน แต่โครงการไม่ได้คุ้มเท่ากันทุกบ้าน บ้านที่ใช้ไฟกลางวันสูง มีหลังคาพร้อม และไม่ต้องแลกสวัสดิการสำคัญ มีโอกาสได้ประโยชน์มากกว่า ส่วนบ้านใช้ไฟกลางคืนเป็นหลัก ต้องกู้เงิน หรือได้รับความช่วยเหลือค่าไฟอยู่แล้ว ต้องคำนวณเป็นรายกรณี
1. ก่อนตัดสินใจ ต้องแยกสามมาตรการให้ชัด
เรื่องแรกคือ เงินสนับสนุนค่าติดตั้ง โครงการที่เปิดตัว 27 ตุลาคม 2569 ให้การสนับสนุนรายละ 50,000 บาท ภายใต้หลักเกณฑ์และวงเงินที่กำหนด เปิดลงทะเบียน 27 ตุลาคม 2569–31 มกราคม 2570 ไม่ใช่การติดตั้งฟรีทุกบ้าน และการลงทะเบียนยังไม่เท่ากับอนุมัติสิทธิ
เงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ เป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย ใช้ไฟประเภทบ้านอยู่อาศัย ชื่อผู้ขอรับสิทธิตรงกับเจ้าของมิเตอร์ ติดตั้งใหม่หรือเพิ่มระบบขนาด 5–10 kWp ตามเกณฑ์ และใช้บริการการไฟฟ้าหรือผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียน ต้องยื่นขอเชื่อมต่อภายใน 31 สิงหาคม 2570 และเชื่อมต่อสำเร็จภายใน 30 กันยายน 2570 ใบกำกับภาษีต้องเป็นไปตามวันที่และหลักเกณฑ์โครงการ
เรื่องที่สองคือ สิทธิภาษีค่าติดตั้งสูงสุด 200,000 บาท ซึ่งเป็นการหักออกจากเงินได้ที่ใช้คำนวณภาษี ไม่ใช่ได้เงินคืน 200,000 บาท ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับที่ 470 กำหนดเรื่องสัญญา การขอเชื่อมต่อ ผู้ใช้ไฟ ขนาดระบบ และ e-Tax Invoice โดยใช้สิทธิในปีภาษีที่เชื่อมต่อสำเร็จ [3]
ผู้รับเงินสนับสนุน 50,000 บาทตามโครงการนี้ ต้องไม่ใช้สิทธิภาษีค่าติดตั้งตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 805 ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน จึงห้ามนำสองสิทธิมาบวกกันเพื่อโฆษณาว่าครัวเรือนจะได้เงินช่วยเหลือสองต่อ [2]
เรื่องที่สามคือ การขายไฟส่วนเกิน เป็นอีกกระบวนการหนึ่ง ต้องผ่านเงื่อนไขการเชื่อมต่อและสัญญาซื้อขายไฟ ไม่ควรถือว่าได้รับเงินสนับสนุนแล้วจะขายไฟได้ทันทีโดยอัตโนมัติ
มติ กพช. 18 กันยายน 2569 เห็นชอบขยายเป้าหมายรับซื้อรวมเป็น 10,000 เมกะวัตต์ รวมกรอบเดิม 500 เมกะวัตต์ อัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 20 ปี และปริมาณเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ พร้อมมอบหมายให้ออกหรือปรับปรุงกติกาที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดี หน้ารับสมัครบางหน้าของการไฟฟ้าที่ยังตรวจพบระบุกรอบเดิม 10 ปี ผู้สมัครจึงต้องขอให้การไฟฟ้ายืนยันประกาศและสัญญาที่ใช้กับตน รวมถึงวิธีปรับสัญญาเดิม ไม่อาศัยคำรับรองจากฝ่ายขายเพียงอย่างเดียว [4][5][6]
ขนาดแผง 5 kWp หมายถึงกำลังผลิตพิกัดภายใต้เงื่อนไขทดสอบ ไม่ใช่ผลิตได้ 5 หน่วยทุกชั่วโมงตลอดวัน ส่วนเพดานเสนอขาย 5 kW เป็นข้อจำกัดด้านกำลังไฟฟ้า ต้องแยกจากจำนวนพลังงานที่คิดเงินเป็น kWh หรือ “หน่วย”
2. จุดชี้ขาดความคุ้มค่า อยู่ที่ใช้ไฟตรงเวลาแดดหรือไม่
รูปแบบ Net Billing ให้ผลิตใช้เองก่อน แล้วขายส่วนเกินในราคาที่กำหนด ไม่ใช่นำไฟส่งออกหนึ่งหน่วยมาหักไฟซื้อกลับหนึ่งหน่วยในราคาเดียวกัน [4]
ผลคือไฟที่ผลิตแล้วใช้เอง มีมูลค่าเท่ากับค่าไฟซื้อที่หลีกเลี่ยงได้ ส่วนไฟที่เหลือขายมีมูลค่าตามอัตรารับซื้อ
สมมติบ้านหนึ่งหลีกเลี่ยงค่าไฟได้หน่วยละ 4 บาท การใช้ไฟโซลาร์เองหนึ่งหน่วยมีมูลค่า 4 บาท แต่หากขายส่วนเกินหน่วยละ 2.20 บาท มูลค่าจะต่ำกว่า 1.80 บาท ตัวเลข 4 บาทในที่นี้เป็นสมมติฐานเพื่ออธิบาย ไม่ใช่อัตราค่าไฟที่ยืนยันสำหรับทุกบ้าน
บ้านที่มีคนอยู่กลางวัน เปิดเครื่องปรับอากาศ ทำงานที่บ้าน หรือย้ายงานซักผ้าและสูบน้ำมาใช้ช่วงแดด จึงมีโอกาสใช้ไฟที่ผลิตได้โดยตรงมากกว่า บ้านที่ทุกคนออกไปทำงานแล้วกลับมาเปิดแอร์กลางคืนอาจมีบิลสูงเช่นกัน แต่ผลประหยัดจากโซลาร์ไม่มีแบตเตอรี่อาจต่ำกว่าที่คาด
การประเมินจาก “บิลเดือนละกี่พันบาท” เพียงอย่างเดียวจึงยังไม่พอ ต้องดูรูปแบบการใช้ไฟตามเวลา และผลผลิตที่คาดว่าจะได้จากหลังคาจริง
3. เปิดบัญชีตัวอย่าง: ลงทุนเท่ากัน คืนทุนต่างกันหลายปี
เพื่อให้เปรียบเทียบได้ สกู๊ปนี้จัดทำแบบจำลองระบบ 5 kWp ไม่มีแบตเตอรี่ โดยกำหนดสมมติฐานดังนี้
- ราคาติดตั้งรวม 140,000 บาท ใช้เป็นตัวเลขจำลอง ไม่ใช่ราคาบังคับหรือใบเสนอราคาของบ้านทุกหลัง
- ได้รับเงินสนับสนุนครบ 50,000 บาท เงินลงทุนสุทธิ 90,000 บาท
- ผลิตไฟได้ 7,000 หน่วยต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 583 หน่วยต่อเดือน เป็นสมมติฐาน ไม่ใช่การรับประกันผลผลิต
- ค่าไฟซื้อที่หลีกเลี่ยงได้เฉลี่ย 4 บาทต่อหน่วย ขายส่วนเกิน 2.20 บาทต่อหน่วยเมื่อได้รับอนุมัติและมีสัญญา
- กันเงินดูแลระบบและสำรองซ่อมเฉลี่ยปีละ 2,000 บาท ตัวเลขนี้เป็นสมมติฐานในการวิเคราะห์ ไม่ใช่ค่าบริการโครงการ หากสัญญารวมบริการบางส่วนแล้วต้องปรับไม่ให้นับซ้ำ
- ยังไม่รวมดอกเบี้ย ต้นทุนเงิน ซ่อมหลังคา ค่าใช้จ่ายนอกแพ็กเกจ ภาษีหรือค่าใช้จ่ายที่อาจเกี่ยวกับรายได้ขายไฟ และการลดลงของผลผลิตตามอายุ
| รูปแบบใช้ไฟ | ใช้ไฟโซลาร์เอง | ลดค่าไฟต่อปี | รายได้ขายไฟต่อปี | ประโยชน์หลังหักเงินสำรองต่อปี | คืนทุนอย่างง่าย |
|---|---|---|---|---|---|
| ใช้ไฟกลางวันมาก | 80% | 22,400 บาท | 3,080 บาท | 23,480 บาท | 3.8 ปี |
| ใช้ไฟกลางวันปานกลาง | 50% | 14,000 บาท | 7,700 บาท | 19,700 บาท | 4.6 ปี |
| ใช้ไฟกลางวันน้อย | 20% | 5,600 บาท | 12,320 บาท | 15,920 บาท | 5.7 ปี |
สูตรคือ ประโยชน์สุทธิต่อปี = ไฟที่ใช้เอง × ค่าไฟซื้อที่หลีกเลี่ยงได้ + ไฟที่ขายได้ × ราคารับซื้อ − ค่าใช้จ่ายดูแลและสำรองซ่อม ส่วนระยะคืนทุนอย่างง่ายเท่ากับเงินลงทุนสุทธิหารประโยชน์สุทธิต่อปี
ตัวเลขข้างต้นแสดงว่า “ติดแล้วคุ้ม” มีเงื่อนไขสำคัญคือขายส่วนเกินได้ตามที่สมมติไว้
หากยังขายไฟไม่ได้ และไฟส่วนเกินไม่สร้างรายได้ โดยคงปริมาณใช้เองตามสามกรณี ประโยชน์สุทธิต่อปีจะเหลือ 20,400 บาท 12,000 บาท และ 3,600 บาท ระยะคืนทุนเปลี่ยนเป็นประมาณ 4.4 ปี 7.5 ปี และ 25 ปี ตามลำดับ กรณีสุดท้ายเป็นผลหารทางคณิตศาสตร์ที่บอกว่าความคุ้มค่าเปราะบางมาก ไม่ใช่คำยืนยันว่าระบบจะคืนทุนได้จริงในปีที่ 25 เพราะยังมีความเสื่อมและค่าเปลี่ยนอุปกรณ์
หากไม่ได้รับเงินสนับสนุน แต่ยังขายไฟได้ตามสมมติฐาน เงินลงทุน 140,000 บาทจะคืนทุนประมาณ 6.0 ปี 7.1 ปี และ 8.8 ปี ก่อนพิจารณาสิทธิภาษีที่อาจมี
สำหรับกรณีใช้เอง 50% หากผลผลิตต่ำกว่าสมมติฐาน 20% ประโยชน์สุทธิจะเหลือ 15,360 บาทต่อปี คืนทุนราว 5.9 ปี หรือถ้าราคาติดตั้งเพิ่มเป็น 180,000 บาท เมื่อหักเงินสนับสนุนเหลือลงทุน 130,000 บาท ระยะคืนทุนจะยืดเป็นราว 6.6 ปีแม้ผลผลิตเท่าเดิม
นี่คือเหตุผลที่ตัวเลขคืนทุนจากโฆษณาควรแนบสมมติฐานทั้งชุด ต้องระบุว่ารวมรายได้ขายไฟ เงินอุดหนุน และค่าใช้จ่ายใดไว้แล้วบ้าง
การคืนทุนอย่างง่ายยังไม่ใช่ผลตอบแทนตลอดอายุโครงการ ผู้ลงทุนควรขอกระแสเงินสดรายปีที่รวมความเสื่อมของแผง ค่าเปลี่ยนอินเวอร์เตอร์ ค่าเงินตามเวลา และความเสี่ยงสัญญาขายไฟ พร้อมดูมูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือ NPV และอัตราผลตอบแทนหรือ IRR ก่อนตัดสินใจลงทุนก้อนใหญ่
4. กู้ติดโซลาร์: คุ้มระยะยาวได้ แต่ต้องผ่อนไหวทุกเดือน
ธนาคารออมสินเผยแพร่สินเชื่อ Solar ภาคประชาชน ระยะชำระ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยกรณีค่าอุปกรณ์และติดตั้ง 2.50% ต่อปี ตามเงื่อนไขธนาคาร พร้อมสินเชื่อส่วนเงินสนับสนุนที่มีเงื่อนไขปลอดต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน และให้ใช้เงินสนับสนุนที่ได้รับชำระคืนธนาคาร ทั้งนี้ การอนุมัติสินเชื่อไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติจากการลงทะเบียนโครงการ [7]
หากจำลองกู้เฉพาะเงินลงทุนสุทธิ 90,000 บาท อัตรา 2.50% คงที่ ลดต้นลดดอก ผ่อน 84 เดือน จะผ่อนประมาณ 1,169 บาทต่อเดือน ดอกเบี้ยรวมประมาณ 8,198 บาท ไม่รวมค่าธรรมเนียม ประกัน หรือเงินกู้ส่วนอื่น
กรณีใช้ไฟเอง 50% ในตาราง ประโยชน์สุทธิเฉลี่ยประมาณ 1,642 บาทต่อเดือน สูงกว่าค่างวดประมาณ 473 บาท แต่มีเพียงประมาณ 1,167 บาทต่อเดือนที่มาจากการลดบิลก่อนหักเงินสำรอง อีกส่วนเป็นรายได้ขายไฟซึ่งอาจรับคนละรอบกับวันชำระหนี้
ส่วนกรณีใช้ไฟเองเพียง 20% และขายไฟไม่ได้ ประโยชน์หลังกันเงินสำรองเฉลี่ยเหลือ 300 บาทต่อเดือน ต่ำกว่าค่างวดประมาณ 869 บาท
การอ้างว่า “เอาค่าไฟที่ประหยัดได้มาผ่อน จึงไม่ต้องจ่ายเพิ่ม” จะเป็นจริงได้ต่อเมื่อกระแสเงินสดของบ้านนั้นรองรับจริง รวมถึงช่วงฝนมาก ช่วงระบบหยุดซ่อม และช่วงรอรับเงินสนับสนุน
5. เงิน 5 หมื่นบาท กับสิทธิที่ต้องแลก
ประเด็นแรก: เงินอุดหนุนกับสิทธิภาษี ต้องเลือกให้เหมาะกับฐานะตนเอง
หากค่าใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์เท่ากับ 140,000 บาท และสมมติว่ารายจ่ายทั้งหมดลดเงินได้ในฐานภาษีอัตราเดียว ผลประหยัดภาษีจะเป็นดังนี้
| อัตราภาษีที่ใช้ในสมมติฐาน | ภาษีประหยัดได้จากรายจ่าย 140,000 บาท |
|---|---|
| ไม่มีภาษีต้องเสีย | 0 บาท |
| 10% | 14,000 บาท |
| 20% | 28,000 บาท |
| 30% | 42,000 บาท |
| 35% | 49,000 บาท |
ในตัวอย่างนี้ เงินสนับสนุน 50,000 บาทสูงกว่าประโยชน์ภาษีที่คำนวณได้ แต่หากรายจ่ายเข้าเกณฑ์ถึง 200,000 บาท และลดเงินได้ในฐาน 30% หรือ 35% ได้เต็มจำนวน ผลประหยัดภาษีอาจเป็น 60,000 หรือ 70,000 บาท ซึ่งสูงกว่าเงินสนับสนุน
ตัวเลขนี้เป็นเพียงการเปรียบเทียบสิทธิ ภาษีจริงต้องคำนวณก่อนและหลังใช้สิทธิทั้งระบบ เพราะเงินได้อาจข้ามหลายฐาน และต้องผ่านเงื่อนไขกรมสรรพากรด้วย การเพิ่มขนาดระบบเกินจำเป็นเพื่อหวังลดภาษีมากขึ้น อาจทำให้ลงทุนรวมแพงขึ้นกว่าประโยชน์ที่ได้รับ
ประเด็นที่สอง: ผู้รับสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องประเมินการสละความช่วยเหลือค่าไฟ 20 ปี
เว็บไซต์โครงการ MEA ระบุชัดว่า ผู้ได้รับสวัสดิการแห่งรัฐเข้าร่วมรับเงินสนับสนุนได้ แต่ต้องไม่ขอรับสิทธิช่วยเหลือค่าไฟของสวัสดิการแห่งรัฐกับทุกหมายเลขมิเตอร์เป็นเวลา 20 ปีนับจากเชื่อมต่อสำเร็จ และมิเตอร์ที่เข้าร่วมก็มีข้อจำกัดในช่วงเวลาดังกล่าว
การตัดสินใจของกลุ่มนี้จึงต้องหัก “ค่าไฟที่รัฐเคยช่วยและต้องจ่ายเองเพิ่ม” ออกจากประโยชน์ของโซลาร์ด้วย หากเดิมบิลได้รับการช่วยเหลือจนผู้ใช้จ่ายเองน้อย การลดจำนวนหน่วยซื้อไฟไม่ได้แปลว่าเงินสดประหยัดเพิ่มเท่ากับบ้านที่จ่ายเต็มอยู่แล้ว
เพื่อเห็นขนาดของสิทธิที่อาจเสียไป หากสมมติได้รับความช่วยเหลือจริงเดือนละ 200 บาทต่อเนื่อง 20 ปี ยอดรวมเชิงตัวเลขเท่ากับ 48,000 บาท โดยยังไม่คิดมูลค่าเงินตามเวลา แต่ไม่ใช่การยืนยันว่าจะได้รับสิทธิเท่านี้ตลอด 20 ปี เพราะขึ้นกับกติกาและคุณสมบัติในอนาคต
สิ่งที่ต้องเปรียบเทียบคือ ค่าไฟที่ต้องจ่ายเองตลอดช่วงเวลาในทางเลือก “รักษาสิทธิเดิม” กับ “ติดโซลาร์และสละสิทธิ” รวมเงินลงทุนและค่าซ่อม ไม่ใช่เปรียบเทียบแค่เงินสนับสนุนก้อนเดียว
6. ใครได้เงินจากโครงการ และคำว่า “เอื้อทุน” ต้องพิสูจน์อย่างไร
ผู้ขายแผง ผู้นำเข้า ผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์ ผู้ติดตั้ง ผู้ให้สินเชื่อ และผู้ดูแลระบบ ล้วนมีโอกาสสร้างรายได้จากตลาดที่รัฐช่วยกระตุ้น การมีกำไรจากการขายสินค้าและรับผิดชอบบริการเป็นกิจกรรมปกติ สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือราคาสมเหตุผล การแข่งขัน และความเสี่ยงที่ผู้ขายผลักให้ผู้ซื้อ
หนึ่ง เงินอุดหนุนอาจถูกดูดซับผ่านราคา
สมมติระบบสเปกและบริการเหมือนกันเคยขาย 120,000 บาท แต่หลังมีเงินช่วยเหลือกลับเสนอ 160,000 บาท เมื่อหักเงินสนับสนุน 50,000 บาท ประชาชนจ่าย 110,000 บาท ประหยัดจริงจากราคาเดิมเพียง 10,000 บาท อีก 40,000 บาทถูกหักล้างด้วยราคาที่สูงขึ้น
นี่เป็นตัวอย่างกลไกที่เป็นไปได้ ไม่ใช่หลักฐานว่าเกิดขึ้นแล้วกับผู้ประกอบการรายใด การพิสูจน์ต้องเทียบใบเสนอราคาก่อน–หลังโดยควบคุมยี่ห้อ รุ่น กำลังผลิต งานหลังคา ประกัน บริการ และภาษีให้เหมือนกัน จึงจะแยกต้นทุนเพิ่มจริงออกจากการบวกราคาเกินควรได้
สอง มาตรฐานป้องกันผู้บริโภค อาจสร้างกำแพงเงินทุนแก่รายเล็ก
โพสต์ทูเดย์รายงานวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ว่ามีผู้ประกอบการบางรายประกาศไม่เข้าร่วมหรือจำกัดงาน โดยกังวลภาระหลักประกันและการรับผิดชอบระยะยาว ขณะที่ฝ่ายกระทรวงการคลังชี้แจงว่าประชาชนเลือกผู้ติดตั้งเองได้ และจำนวนผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนเอื้อต่อการแข่งขัน
ข่าวดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ควรติดตาม ไม่ใช่ข้อยุติว่าโครงการถูกผูกขาดแล้ว ควรเปิดเผยจำนวนผู้ให้บริการที่รับงานจริงในแต่ละจังหวัด ส่วนแบ่งตลาด ราคา และอัตราร้องเรียน เพราะรายชื่อจำนวนมากทั่วประเทศไม่ได้รับประกันว่าทุกพื้นที่มีตัวเลือกเพียงพอ
หลักประกันและประกันภัยช่วยให้ประชาชนมีที่พึ่งเมื่อเกิดปัญหา แต่หากออกแบบให้ใช้เงินทุนสูงเกินจำเป็น ก็อาจลดจำนวนคู่แข่งและเพิ่มราคาติดตั้งได้ ต้องประเมินประโยชน์คุ้มครองผู้บริโภคควบคู่กับผลต่อการแข่งขัน
สาม บทบาทกำกับเชื่อมต่อ กับบทบาทขายบริการ ต้องโปร่งใส
หน้าระบบ MEA มีทั้งข้อมูลโครงการ รายชื่อผู้ติดตั้ง และช่องทางบริการที่ดำเนินการโดยบริษัทในเครือ โครงสร้างนี้ทำให้เกิดคำถามด้านธรรมาภิบาลว่า ผู้ให้บริการแต่ละรายได้รับข้อมูล ระยะเวลาพิจารณา และเงื่อนไขเข้าถึงโครงข่ายเท่าเทียมกันหรือไม่
ประเด็นที่ควรเปิดเผยคือการแยกข้อมูลลูกค้า เกณฑ์ขึ้นทะเบียน ลำดับคิว และเวลาพิจารณาแยกตามผู้ติดตั้ง การตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนทำได้ แต่การกล่าวหาว่าฮั้วหรือทุจริตต้องมีเอกสารและหลักฐานเฉพาะ สกู๊ปนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันการกระทำดังกล่าว
สี่ ส่วนต่างราคาซื้อกับราคาขายไฟ ไม่ใช่กำไรสุทธิของการไฟฟ้า
เมื่อประชาชนเห็นว่าขายไฟได้หน่วยละ 2.20 บาท แต่ซื้อไฟในอัตราที่สูงกว่า ย่อมตั้งคำถามเรื่องความเป็นธรรมได้ อย่างไรก็ดี การนำส่วนต่างคูณจำนวนหน่วยแล้วเรียกว่า “กำไรจากประชาชน” ยังไม่ครบ เพราะระบบจำหน่ายมีต้นทุนสายไฟ การรักษาเสถียรภาพ และกำลังผลิตรองรับช่วงไม่มีแดด
ในอีกด้านหนึ่ง ต้นทุนโครงข่ายก็ไม่ควรถูกใช้เป็นคำอธิบายกว้าง ๆ โดยไม่มีข้อมูล ควรเปิดเผยต้นทุนที่เพิ่มจริง ประโยชน์จากเชื้อเพลิงที่ลดลง และผลต่อผู้ใช้ไฟที่ติดตั้งโซลาร์ไม่ได้ เพื่อกำหนดภาระอย่างเป็นธรรม
7. ข้อดีมีจริง แต่ต้องนับข้อเสียให้ครบ
ข้อดีต่อครัวเรือนคือสามารถผลิตพลังงานใช้เอง ลดจำนวนหน่วยที่ต้องซื้อ และลดความเสี่ยงจากค่าไฟในอนาคตได้บางส่วน หากออกแบบระบบให้เหมาะกับพฤติกรรมการใช้ไฟ ประโยชน์จะต่อเนื่องหลังชำระคืนทุนแล้ว
ในระดับประเทศ การเพิ่มไฟฟ้าแสงอาทิตย์มีโอกาสลดการใช้เชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าที่ถูกทดแทน สร้างงานติดตั้งและบำรุงรักษา และกระจายบทบาทการผลิตไฟสู่ครัวเรือน แต่ประโยชน์สุทธิต้องหักต้นทุนโครงข่าย การจัดการความผันผวน และการกำจัดอุปกรณ์เมื่อหมดอายุด้วย
ข้อจำกัดสำหรับเจ้าของบ้านมีอย่างน้อยห้าประการ
- หลังคาต้องพร้อม อายุหลังคา น้ำหนักบรรทุก เงาต้นไม้ ทิศทาง และรอยรั่วมีผลต่อทั้งต้นทุนและผลผลิต หากต้องรื้อแผงซ่อมหลังคาภายหลัง จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
- อุปกรณ์ไม่ได้มีอายุและการรับประกันเท่ากัน ต้องแยกประกันตัวแผง ประกันประสิทธิภาพ อินเวอร์เตอร์ งานติดตั้ง และความเสียหายต่อบ้าน พร้อมระบุผู้รับผิดชอบค่าแรงและค่าขนส่ง
- ไฟดับไม่ได้แปลว่าโซลาร์ใช้ได้เสมอ ระบบเชื่อมโครงข่ายทั่วไปจำนวนมากหยุดทำงานเมื่อไฟดับ หากต้องการไฟสำรองต้องออกแบบอินเวอร์เตอร์ ระบบแยกวงจร และแบตเตอรี่ให้รองรับโดยเฉพาะ [9]
- แบตเตอรี่เพิ่มประโยชน์และต้นทุนพร้อมกัน ช่วยย้ายไฟกลางวันไปใช้กลางคืน แต่ต้องคำนวณความสูญเสีย อายุรอบชาร์จ และค่าเปลี่ยน ไม่ควรถือว่าเพิ่มแบตเตอรี่แล้วคืนทุนเร็วขึ้นเสมอ
- การขายบ้านหรือเปลี่ยนผู้ใช้ไฟอาจเพิ่มงานเอกสาร ต้องอ่านเงื่อนไขโอนกรรมสิทธิ์ระบบ สิทธิเงินสนับสนุน และสัญญาขายไฟก่อนลงนาม
ตัวอย่างแบตเตอรี่ หากไฟโซลาร์ส่วนเกิน 1 หน่วยเดิมขายได้ 2.20 บาท แต่เลือกเก็บผ่านแบตเตอรี่ที่สมมติประสิทธิภาพรอบชาร์จ 90% จะเหลือใช้ 0.9 หน่วย ทดแทนไฟซื้อสมมติหน่วยละ 4 บาท มีมูลค่า 3.60 บาท ผลประโยชน์เพิ่มจากการเก็บจึงเหลือ 1.40 บาทต่อหน่วยไฟที่นำเข้าแบตเตอรี่ ก่อนหักต้นทุนแบตเตอรี่และค่าดูแล ไม่ใช่ได้ประโยชน์เพิ่มเต็ม 4 บาท
8. เงินภาษีคุ้มแค่ไหน ต้องวัดมากกว่ายอดติดตั้ง
รัฐบาลประเมินเบื้องต้นว่าโครงการมีศักยภาพลดภาระค่าไฟรวมมากกว่า 24,500 ล้านบาทต่อปี หากหารด้วยเป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน จะเท่ากับเฉลี่ย 24,500 บาทต่อครัวเรือนต่อปี หรือประมาณ 2,042 บาทต่อเดือน แต่ตัวเลขเฉลี่ยจากเป้าหมายโครงการไม่ใช่การรับประกันรายได้หรือผลประหยัดให้บ้านแต่ละหลัง
กรอบสนับสนุน 50,000 บาทคูณ 1 ล้านราย เท่ากับ 50,000 ล้านบาท หากนำไปหารด้วยผลประหยัดที่รัฐบาลประเมิน จะได้ประมาณ 2 ปี แต่ ห้ามสรุปว่าโครงการคืนทุนประเทศใน 2 ปี เพราะเงินสนับสนุนไม่ใช่ต้นทุนทั้งหมด ยังมีเงินลงทุนประชาชน ดอกเบี้ย งบบริหาร และการลงทุนโครงข่าย ขณะที่ค่าไฟที่ครัวเรือนจ่ายลดลงบางส่วนเป็นการเปลี่ยนผู้รับรายได้ ไม่ใช่ประโยชน์สุทธิทางเศรษฐกิจทั้งหมด
การประเมินที่น่าเชื่อถือควรเปิดเผยผลผลิตและผลประหยัดจริงหลังติดตั้ง 6 และ 12 เดือน แยกตามรายได้และพื้นที่ รวมจำนวนครัวเรือนที่ต้องกู้ อัตราระบบเสีย ค่าใช้จ่ายโครงข่าย และสัดส่วนประโยชน์ที่ตกถึงคนรายได้น้อย
ต้องถามด้วยว่าเงินรัฐช่วยให้เกิดการติดตั้งเพิ่มจากที่ประชาชนจะลงทุนเองอยู่แล้วเท่าใด หากผู้ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่พร้อมลงทุนอยู่ก่อน ผลด้านการกระจายโอกาสอาจน้อยกว่ายอดติดตั้งที่ประกาศ
การกำหนดขั้นต่ำ 5 kWp ยังทำให้ต้องตรวจสอบว่าเหมาะกับบ้านใช้ไฟน้อยหรือไม่ บางครัวเรือนอาจลงทุนระบบเล็กนอกโครงการแล้วใช้ไฟเองได้สัดส่วนสูงกว่า การเลือกลงทุนมากขึ้นเพื่อให้ได้สิทธิเงินช่วยเหลือ จึงไม่จำเป็นต้องเป็นทางเลือกที่ประหยัดที่สุด
9. ก่อนเซ็นสัญญา ประชาชนควรได้คำตอบอะไร
- สิทธิได้รับอนุมัติหรือยัง: ต้องใช้เอกสารอะไร รับเงินเมื่อใด ใครสำรองเงิน และหากเชื่อมต่อไม่ทันใครรับภาระ
- ระบบเหมาะกับบ้านหรือไม่: ขอผลสำรวจหลังคาและแบบจำลองผลผลิตรายเดือน พร้อมประมาณสัดส่วนใช้เองจากพฤติกรรมจริง
- ราคาครบหรือยัง: เทียบอย่างน้อย 3 รายด้วยสเปกและบริการเดียวกัน แยกค่าซ่อมหลังคา ตู้ไฟ มิเตอร์ ขออนุญาต ภาษี ประกัน และงานเพิ่มเติม
- ขายไฟได้จริงหรือยัง: ขอเลขอ้างอิงคำขอ ผลพิจารณา กำลังรับซื้อ อัตรา ระยะสัญญา และวันเริ่มรับเงินจากการไฟฟ้า
- หลังการขายใครรับผิดชอบ: ระบุระยะซ่อม ค่าแรง อะไหล่ ความเสียหายหลังคา การเคลม และทางออกหากบริษัทเลิกกิจการ
- ต้องสละอะไร: ตรวจสิทธิภาษีและความช่วยเหลือค่าไฟ รวมถึงเงื่อนไขสินเชื่อ เงินคงเหลือหลังผ่อน และค่าปิดบัญชี
- คำสัญญาลงเอกสารหรือไม่: หากรับประกันผลผลิต ต้องระบุหน่วยที่รับประกัน วิธีวัด ข้อยกเว้น และค่าชดเชย
ช่องทางทางการคือ โครงการ PEA สำหรับพื้นที่ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ โครงการ MEA สำหรับพื้นที่การไฟฟ้านครหลวง ควรเริ่มจากหน้าโครงการทางการเพื่ออ่านคู่มือและตรวจผู้ติดตั้งล่าสุด การได้สิทธิเงินสนับสนุน การได้สินเชื่อ และการได้สัญญาขายไฟ เป็นผลพิจารณาคนละส่วน
บทตัดสิน: ประชาชนได้ประโยชน์ เมื่อสัญญาดีและตัวเลขของบ้านตัวเองผ่าน
โซลาร์รูฟท็อปเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดค่าไฟได้ แต่เงินสนับสนุนไม่ได้เปลี่ยนหลังคาทุกหลังให้เป็นการลงทุนที่ดีโดยอัตโนมัติ
บ้านที่ใช้ไฟกลางวันมาก หลังคาไม่มีเงาบัง มีเงินลงทุนหรือสินเชื่อที่ผ่อนไหว และไม่ต้องเสียสวัสดิการสำคัญ เป็นกลุ่มที่มีเหตุผลจะพิจารณาเข้าร่วมอย่างจริงจัง
บ้านที่ใช้ไฟกลางคืนเป็นหลัก ยังไม่แน่ใจว่าจะขายไฟได้ หลังคาต้องซ่อม หรือต้องกู้จนกระแสเงินสดตึง ควรขอคำนวณใหม่และเปรียบเทียบระบบขนาดเล็กกว่าหรือการปรับประสิทธิภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย ส่วนผู้รับสวัสดิการแห่งรัฐควรเห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายของทั้งสองทางเลือกก่อนยอมสละสิทธิระยะยาว
สำหรับคำถามว่า “นายทุนหรือประชาชนได้ประโยชน์” คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ ผู้ประกอบการได้ตลาดและรายได้จากการขาย ส่วนประชาชนจะได้ผลประหยัดจริงมากน้อยเพียงใดขึ้นกับราคา คุณภาพ สัดส่วนใช้ไฟเอง และสิทธิที่ต้องแลก
จุดพิสูจน์โครงการจึงอยู่ที่หลังติดตั้งแล้ว ประชาชนเหลือเงินเท่าไร ผู้ขายรับผิดชอบตามสัญญาหรือไม่ และผู้ที่ติดตั้งไม่ได้ต้องรับภาระเพิ่มเพียงใด
หากรัฐเปิดข้อมูลราคาและผลประหยัดจริง ทำให้ผู้ติดตั้งแข่งขันกันได้ และคุ้มครองผู้ซื้อเมื่อระบบมีปัญหา โครงการนี้มีโอกาสกระจายประโยชน์สู่ครัวเรือน แต่หากเงินอุดหนุนถูกกลบด้วยราคาที่สูงขึ้นและความเสี่ยงตกอยู่กับผู้ซื้อ ผลประโยชน์ก็อาจไหลไปหาผู้ขายมากกว่าที่ประชาชนคาดหวัง
