ครม.จ่อไฟเขียวแพ็กเกจสินค้าถูกจริงถึงชุมชนแจกคูปอง-หนุนไรเดอร์

เมื่อวันที่ 21 เมษายน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยความคืบหน้ามาตรการสินค้าราคาประหยัดเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ว่า ขณะนี้หลักการของโครงการได้ผ่านการพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว แต่ยังมีรายละเอียดสำคัญที่ต้องเสนอเพิ่มเติม โดยเฉพาะผลการหารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อวางระบบกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

หัวใจสำคัญของมาตรการนี้ คือการกระจายสินค้าราคาถูกภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” ไปยังมากกว่า 8,000 อำเภอทั่วประเทศ โดยจะผนึกกำลังกับไปรษณีย์ไทยเป็นกลไกหลักในการขนส่ง ขณะเดียวกัน สินค้าชุมชนและสินค้าเกษตรจะถูกนำไปจำหน่ายผ่านตลาดนัด รวมถึงรถเร่หรือ “รถพุ่มพวง” เพื่อเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลที่ระบบค้าปลีกยังเข้าไม่ถึง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังดึงเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระจายสินค้า โดยจะใช้ร้านค้าของกองทุนหมู่บ้านเป็นจุดรับและกระจายสินค้าไปยังประชาชนในระดับชุมชน เพื่อให้การเข้าถึงเป็นไปอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

ในส่วนของช่องทางออนไลน์ กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดรับสมัครผู้ประกอบการสินค้าเอสเอ็มอีและสินค้าชุมชนเข้าสู่ 5 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ Thailandpostmart, Nexgen, TikTok, Shopee และ LINE โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกสินค้าเป้าหมายจำนวน 2,000 รายการ ซึ่งจะได้รับสิทธิ์ไม่เสียค่าธรรมเนียม GP

ยิ่งไปกว่านั้น กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมสนับสนุนค่าขนส่ง เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มไรเดอร์ พร้อมทั้งใช้กลยุทธ์การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ในการผลักดันสินค้าเอสเอ็มอีให้เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง

อีกหนึ่งมาตรการสำคัญคือการแจกคูปองส่วนลดสินค้าเอสเอ็มอี มูลค่า 100 บาท จำนวน 500,000 สิทธิ์ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายและเพิ่มทางเลือกสินค้าราคาประหยัด โดยเฉพาะในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเริ่มกระจายสินค้าในระดับอำเภอทั่วประเทศ นางศุภจีระบุว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนเตรียมความพร้อมและประสานงาน หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน อาจเริ่มดำเนินการได้ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ เนื่องจากต้องจัดระบบให้พร้อมรองรับในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างรอบด้าน

สถานการณ์นี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของรัฐบาล ในการรับมือวิกฤตค่าครองชีพที่ยังคงกดดันประชาชนอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความคาดหวังว่ามาตรการ “สินค้าถูกถึงชุมชน” จะไม่ใช่เพียงนโยบายบนกระดาษ แต่สามารถเกิดขึ้นจริงและเข้าถึงประชาชนได้อย่างแท้จริง