คลังชู 5T ปั้นเศรษฐกิจไทยรอบใหม่ลุยดึง FDI-เร่งลงทุนพลังงานสะอาดสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนโลก

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เข้าร่วมหารือกับนักลงทุนสถาบันชั้นนำ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย นโยบายการคลัง การลงทุน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และโอกาสของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก

นายสันติธารได้เข้าพบผู้บริหารของ GIC Private Limited (GIC) กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสิงคโปร์ เพื่อหารือถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและภูมิภาค รวมถึงโอกาสการลงทุนระยะยาวของประเทศไทย พร้อมย้ำบทบาทของไทยในฐานะ “Strategic Connector Economy” หรือเศรษฐกิจที่สามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานระหว่างภูมิภาคได้อย่างมีเสถียรภาพ

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมประชุมกับ UBS Investment Bank และนักลงทุนสถาบันระดับโลกที่ลงทุนในประเทศไทยและอาเซียนเกือบ 20 ราย ทั้งนักลงทุนในตลาดตราสารหนี้และตลาดทุน อาทิ BlackRock, PIMCO, J.P. Morgan Asset Management, Invesco, Schroders, Janus Henderson และ Pictet Group เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองโดยตรงต่อทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายของประเทศไทย

ชูจุดแข็งไทย แม้เผชิญโจทย์ใหญ่

นายสันติธารย้ำว่า ไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแกร่ง ทั้งฐานะต่างประเทศ ทุนสำรองระหว่างประเทศ ระบบการเงิน และอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ ทำให้ประเทศยังมีพื้นที่ทางนโยบายเพียงพอในการรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างสำคัญ ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพ การลงทุนที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และความเปราะบางด้านพลังงานจากการเป็นประเทศผู้นำเข้าสุทธิด้านพลังงาน

รัฐบาลจึงกำหนดทิศทางสำคัญคือ “รักษาเสถียรภาพวันนี้ และลงทุนเพื่ออนาคต” เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับแรงกระแทกระยะสั้น พร้อมยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

เปิดยุทธศาสตร์ 5T รับมือวิกฤตพลังงาน

นายสันติธารระบุว่า กระทรวงการคลังใช้ยุทธศาสตร์ 5T เป็นกรอบขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย

  • Target ช่วยเหลือประชาชนและ SMEs อย่างตรงจุด
  • Transition เร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล
  • Transform สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่และยกระดับการลงทุน
  • Transparent รักษาวินัยการคลังและความโปร่งใส
  • Together ระดมความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และตลาดทุน

สำหรับมาตรการรับมือวิกฤตพลังงาน รัฐบาลไม่ได้มองเพียงการบรรเทาผลกระทบระยะสั้น แต่ต้องการใช้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านการลงทุนในพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต

ดัน “รอบการลงทุนใหม่” ปลุกศักยภาพเศรษฐกิจไทย

นายสันติธารกล่าวว่า การยกระดับเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

1. การลงทุนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ ใช้โครงสร้างพื้นฐานเป็นกลไกดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด

2. การดึงดูด FDI คุณภาพสูง ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมผลักดันมาตรการ BOI Fast Pass เพื่อเร่งให้การลงทุนเกิดขึ้นจริงเร็วขึ้น

3. การปลดล็อกการลงทุนภาคเอกชนไทย ด้วยความชัดเจนด้านนโยบาย การแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และการยกระดับกลไกอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนผ่าน BOI One Stop Service และกฎหมาย Super License

ย้ำวินัยการคลังคือหัวใจสร้างความเชื่อมั่น

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลังย้ำว่า นโยบายการคลังของรัฐบาลจะตั้งอยู่บนหลัก Growth, Efficiency and Discipline หรือการสร้างการเติบโตเชิงโครงสร้าง เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายและการจัดเก็บรายได้ผ่านระบบดิจิทัล และรักษากรอบวินัยการคลังระยะปานกลาง เพื่อให้ประเทศไทยยังมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอในการรับมือความเสี่ยงในอนาคต

การเดินสายพบปะนักลงทุนครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของกระทรวงการคลังในการสื่อสารทิศทางเศรษฐกิจไทยต่อประชาคมการลงทุนโลก พร้อมวางตำแหน่งประเทศไทยในฐานะเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ เชื่อมโยงภูมิภาคได้สูง และพร้อมเดินหน้าสู่รอบการลงทุนใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมมูลค่าสูงอย่างเป็นรูปธรรม.