
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุรุนแรง กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนข้ามทวีป มาถึง “ปากท้องคนไทย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งราคาพลังงานที่ผันผวน ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง และภาระค่าครองชีพที่กดทับประชาชนทุกระดับ
เมื่อวันที่ 12 เมษายน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศชุดมาตรการเร่งด่วนขนาดใหญ่ เพื่อ “ประคองเศรษฐกิจไทย” ไม่ให้ล้มระเนระนาดจากแรงกระแทกภายนอก โดยครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มเปราะบาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ ไปจนถึงภาคขนส่ง
มาตรการแรกที่เห็นผลทันที คือการ “เติมเงินเข้ากระเป๋าคนจน” ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจาก 300 บาท เป็น 400 บาท เป็นระยะเวลา 1 เดือน ระหว่างวันที่ 13 เมษายน ถึง 12 พฤษภาคม 2569 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพที่กำลังพุ่งไม่หยุด
ขณะที่ภาคเกษตร ซึ่งกำลังเผชิญต้นทุนปุ๋ยและพลังงานสูงขึ้น รัฐบาลงัดโครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ผ่าน ธ.ก.ส. วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ให้กู้สูงสุดรายละ 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี โดยรัฐช่วยจ่ายให้ครึ่งหนึ่ง เพื่อประคองเกษตรกรไม่ให้หลุดจากระบบการผลิต
ด้านผู้ประกอบการที่รับงานภาครัฐ ได้รับสัญญาณบวก เมื่อรัฐเร่งรัดการเบิกจ่ายและผ่อนปรนกฎจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อชดเชย “ค่า K” จากราคาวัสดุก่อสร้างและน้ำมันที่ผันผวน หวังลดแรงกดดันสภาพคล่องในธุรกิจรับเหมา
อีกหนึ่งภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ “ขนส่ง” รัฐบาลจึงอัดงบกว่า 2,060 ล้านบาท อุดหนุนค่าน้ำมันในช่วง 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 ครอบคลุมตั้งแต่รถบรรทุก รถโดยสาร รถแท็กซี่ ไปจนถึงวินจักรยานยนต์สาธารณะ เพื่อลดต้นทุนและสกัดการส่งผ่านภาระไปยังผู้บริโภค
พร้อมกันนี้ ยังมีมาตรการ “ตั้งรับระยะยาว” โดยผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ธนาคารออมสินปล่อย Soft Loan วงเงินรวม 100,000 ล้านบาท ช่วย SMEs ฟื้นตัว และอีก 5,000 ล้านบาทสำหรับประชาชนปรับตัวด้านพลังงาน ขณะที่ ธอส. เสนอสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษเพื่อลงทุนประหยัดพลังงาน รวมถึงติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
ในฝั่งผู้ส่งออก ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) จัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพียง 2.06% ต่อปี พร้อมประกันความเสี่ยงการค้า รองรับความไม่แน่นอนของตลาดโลกที่ทวีความรุนแรง
ด้าน ธพว. เปิดโครงการ “SMEs Green Productivity” วงเงินต่อรายไม่เกิน 30 ล้านบาท ดอกเบี้ย 3% ใน 3 ปีแรก เพื่อเร่งยกระดับธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว
ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรีสั่ง “รัดเข็มขัดภาครัฐ” ลดการใช้งบประมาณที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะการเดินทางไปต่างประเทศ พร้อมปรับรูปแบบกิจกรรมมาใช้ภายในประเทศ และเน้นการประหยัดพลังงานในทุกหน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของรัฐ
มาตรการทั้งหมดสะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการ “กันชนแรงกระแทก” จากวิกฤติโลกที่กำลังลุกลาม แม้จะยังไม่มีใครตอบได้ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อเพียงใด แต่ชัดเจนว่า ศึกพลังงานครั้งนี้ ได้เริ่มเขย่าเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแล้วอย่างจัง และทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัวก่อนจะสายเกินไป
