ชาวปราจีนฯ ไม่เอาพัฒนาแลกมลพิษ ‘ณัฐพงษ์’ บุกพื้นที่โรงงานจี้รัฐตอบก่อนดันเข้า EEC

ชาวปราจีนบุรีเปิดปัญหามลพิษสะสม ตั้งคำถามรัฐคุมโรงงานอยู่หรือไม่ ก่อนเดินหน้าสู่ EEC ด้าน “ณัฐพงษ์” ลั่นหากพบกระบวนการสีเทา ไม่ว่าเอกชนหรือราชการต้องตรวจสอบตรงไปตรงมา

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ สส.พรรคประชาชน ลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ติดตามปัญหาโรงงานอุตสาหกรรม การลักลอบทิ้งกากของเสีย และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หลังชาวบ้านสะท้อนปัญหาสะสมมานาน พร้อมแสดงความกังวลต่อแผนผลักดันปราจีนบุรีเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC หวั่นการพัฒนาเศรษฐกิจซ้ำเติมคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

ช่วงเช้า นายณัฐพงษ์และคณะประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตัวแทนภาคประชาชน เพื่อติดตามกรณีโรงงานประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงการประกอบกิจการผิดไปจากเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต ตลอดจนตรวจสอบกระบวนการออกใบอนุญาต การกำกับดูแล และข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมาย

นายสุนทร คมคาย ผู้ประสานงานกลุ่มปราจีนเข้มแข็ง เปิดเผยว่า ปัญหาลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในปราจีนบุรีเกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี หลายคดีดำเนินการล่าช้า บางกรณีไม่สามารถติดตามผู้กระทำผิดมารับโทษ ส่งผลให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวกฎหมาย ขณะที่การฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนก็ไม่สามารถดำเนินการได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาโรงงานบางแห่งมีใบอนุญาตแต่กลับประกอบกิจการผิดประเภท ขณะที่บางแห่งไม่มีใบอนุญาต ทั้งที่เป็นสถานประกอบการขนาดใหญ่และดำเนินกิจการมาเป็นเวลานาน จนเกิดคำถามถึงประสิทธิภาพการกำกับดูแลของภาครัฐ เพราะหลายกรณีกลับเป็นประชาชนที่พบความผิดปกติและต้องเป็นฝ่ายแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้าตรวจสอบ

ภาคประชาชนยังจับตาโครงการโรงไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม 3 แห่งในอำเภอกบินทร์บุรี ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กัน โดยกังวลทั้งกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ปัญหามลพิษ การใช้น้ำ และการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ รวมถึงหวั่นว่าโรงไฟฟ้าขยะจะดึงกิจกรรมรวบรวมและกำจัดขยะอุตสาหกรรมเข้าสู่พื้นที่เพิ่มขึ้น

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สะสมจึงกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประชาชนบางส่วนไม่ไว้วางใจต่อการผลักดันจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแนวทางดังกล่าวอย่างรอบคอบ

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ต้องการให้เวทีครั้งนี้เปิดพื้นที่ให้หน่วยงานรัฐและประชาชนนำข้อเท็จจริงมาพูดคุยกัน หากพบว่ามี “กระบวนการสีเทา” ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในภาคเอกชนหรือเชื่อมโยงกับระบบราชการ ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และจำเป็นต้องตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่จำนวนมากอาจตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ แต่ติดข้อจำกัดด้านกฎหมาย กฎระเบียบ หรือโครงสร้างการทำงาน หากพบว่ากฎหมายใดจำเป็นต้องแก้ไข หรือกฎระเบียบใดต้องปรับปรุง ฝ่ายค้านพร้อมนำประเด็นไปผลักดันต่อผ่านกลไกสภาและคณะกรรมาธิการ

สำหรับกระแสคัดค้านการนำปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC นายณัฐพงษ์ระบุว่า จากการลงพื้นที่หลายครั้งทำให้เข้าใจว่า ประชาชนไม่ได้ต่อต้านการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ต้องการการพัฒนาที่ไม่ต้องแลกด้วยสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน

นายณัฐพงษ์เสนอว่า EEC ไม่ควรมีความหมายเพียง Eastern Economic Corridor หรือระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก แต่การพัฒนาควรยืนอยู่บน 3 เสาหลัก คือ Economic Development การพัฒนาเศรษฐกิจ, Environment การรักษาสิ่งแวดล้อม และ Community การทำให้ผลประโยชน์จากการพัฒนาตกถึงชุมชนและประชาชนตัวเล็กตัวน้อย ไม่ใช่ผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มทุนหรือเจ้าของโรงงาน ขณะที่คนในพื้นที่ต้องเป็นฝ่ายแบกรับมลพิษและผลกระทบ

ช่วงบ่าย นายณัฐพงษ์และคณะลงพื้นที่บริเวณนิคมอุตสาหกรรม 304 บุยายใบ อำเภอศรีมหาโพธิ สำรวจชุมชนโดยรอบและรับฟังเสียงสะท้อนจากชาวบ้านถึงปัญหากลิ่น มลพิษ และผลกระทบจากกิจกรรมอุตสาหกรรม ก่อนเดินทางต่อไปยังบริเวณโรงไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม ตำบลลาดตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี

ระหว่างลงพื้นที่ มีประชาชนจำนวนมากเข้าร้องเรียนถึงผลกระทบที่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะปัญหา กลิ่นและน้ำเสีย สะท้อนความวิตกว่าหากปัญหาเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง การขยายตัวทางอุตสาหกรรมและการผลักดันปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC อาจยิ่งเพิ่มภาระให้ชุมชน จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐต้องตอบให้ชัดว่า การพัฒนาครั้งใหม่จะเดินหน้าอย่างไร โดยไม่ทิ้งสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนปราจีนบุรีไว้ข้างหลัง