
ราชกิจจาฯ เผยประกาศ กบง. ลดราคาดีเซล ณ โรงกลั่นอีก 2.40 บาทต่อลิตร มีผล 16 ก.ย.-31 ต.ค. 69 แต่ไม่กระทบราคาขายปลีกหน้าปั๊ม เหตุยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันพยุงราคา
ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. เรื่องการปรับลดราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิง รอบที่ 7 โดยให้ปรับลดราคาสำหรับ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วลง 2.40 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2569
อย่างไรก็ตาม การปรับลดราคาครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลให้ราคาขายปลีกดีเซลหน้าสถานีบริการลดลงทันที เนื่องจากยังเป็นการบริหารต้นทุนผ่านกลไกราคาและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อพยุงราคาขายปลีกและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังชดเชยราคาน้ำมันดีเซล โดย ดีเซล B7 ชดเชย 8.75 บาทต่อลิตร และดีเซล B20 ชดเชย 12.62 บาทต่อลิตร
สำหรับมาตรการลดราคาหน้าโรงกลั่นตลอด 6 รอบที่ผ่านมา มีวงเงินสะสมแล้วประมาณ 17,422 ล้านบาท ขณะที่มาตรการรอบที่ 7 คาดว่าจะมีวงเงินเพิ่มเติม ไม่น้อยกว่า 6,233 ล้านบาท ส่งผลให้วงเงินจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพส่วนนี้เพิ่มเป็นกว่า 23,655 ล้านบาท
เมื่อรวมกับฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังติดลบกว่า 83,000 ล้านบาท ทำให้ภาระและวงเงินที่เกี่ยวข้องกับการอุดหนุนและพยุงราคาพลังงานในช่วงนี้ เข้าใกล้ระดับ 1.1 แสนล้านบาท
ประกาศระบุเหตุผลของการดำเนินมาตรการว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายในระยะเวลาอันใกล้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก และทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศยังผันผวนในระดับสูง
กบง.จึงเห็นว่าจำเป็นต้องใช้มาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน โดยที่ประชุม กบง. ครั้งที่ 11/2569 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 มีมติเห็นชอบให้เดินหน้าปรับลดราคา ณ โรงกลั่นในรอบดังกล่าว
มาตรการรอบใหม่จึงสะท้อนชัดว่า แม้รัฐยังพยายามตรึงต้นทุนพลังงานไม่ให้กระแทกค่าครองชีพประชาชนเต็มแรง แต่ภาระในการพยุงราคาน้ำมันยังคงเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงจากสถานการณ์น้ำมันโลกที่ยังไม่มีสัญญาณสงบลงในเร็ววัน
