
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า การทบทวนสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่ยากลำบากที่สุดอย่างแท้จริง โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้เปราะบางที่ไม่มีผู้ดูแลและต้องพึ่งพาตนเอง
ทั้งนี้ หนึ่งในเกณฑ์ที่ถูกนำมาใช้พิจารณาคือ ข้อมูลการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีกรณีบุตรอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ซึ่งสามารถนำไปหักลดหย่อนได้ปีละ 30,000 บาท หรือคิดเป็นมูลค่าการดูแลเฉลี่ยประมาณ 2,500 บาทต่อเดือน สูงกว่าวงเงินช่วยเหลือจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้รับอยู่ในปัจจุบัน
“หากลูกนำชื่อพ่อแม่ไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ก็สะท้อนว่าพ่อแม่มีผู้ดูแลอยู่แล้ว จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ต้องนำมาประกอบการพิจารณาสิทธิ” นายลวรณกล่าว
อย่างไรก็ตาม หากมีกรณีที่บุตรใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แต่ไม่ได้ดูแลพ่อแม่จริง จนส่งผลให้ผู้สูงอายุถูกตัดสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ได้รับผลกระทบยังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ โดยภาครัฐจะพิจารณาจากข้อมูลภาษีของปีก่อนหน้า เพื่อป้องกันการปรับเปลี่ยนข้อมูลให้เข้าเงื่อนไขโครงการ
ปลัดกระทรวงการคลังย้ำว่า เชื่อว่าจำนวนผู้ที่อาจหลุดจากโครงการด้วยเหตุผลดังกล่าวมีไม่มากนัก แต่ประเด็นสำคัญคือสังคมควรร่วมกันพิจารณาว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีความเหมาะสมหรือไม่ มากกว่าการมุ่งสนใจเพียงจำนวนผู้ถูกตัดสิทธิ
“ถ้าลูกไม่ได้นำพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษี และพ่อแม่เข้าเกณฑ์คนจนจริง ก็ยังได้รับสิทธิตามปกติ แต่กรณีที่ลูกเอาสิทธิพ่อแม่ไปหักภาษีแล้วไม่กลับไปดูแล แบบนี้ต่างหากที่เรียกว่า ‘ลูกอกตัญญูของจริง’” นายลวรณกล่าว
พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมปรับโครงสร้างสวัสดิการครั้งใหญ่ เพื่อรองรับระบบ Negative Income Tax (NIT) หรือการช่วยเหลือผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า
แนวทางดังกล่าวจะเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือจากการแจกเงินแบบเดียวกันทุกคน ไปสู่การจัดสวัสดิการเฉพาะกลุ่มตามความจำเป็น เช่น ผู้พิการได้รับเบี้ยผู้พิการ ผู้สูงอายุได้รับเบี้ยผู้สูงอายุ และผู้มีรายได้น้อยได้รับความช่วยเหลือตามระดับความเดือดร้อนที่แตกต่างกัน
นายลวรณยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงย่อมมีแรงต้านและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลจำเป็นต้องบริหารงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเงินภาษีของประชาชนต้องถูกใช้ตรงเป้าหมาย โปร่งใส และคุ้มค่าที่สุด
