
นายพูนพงษ์ นัยนาภารณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ศึกษาห่วงโซ่อุปทานมะพร้าวน้ำหอมไทยตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ทำให้เห็นภาพรวมของอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน โดยผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ มะพร้าวขนาดมาตรฐานส่งออก ซึ่งมีราคาหน้าสวนลูกละประมาณ 4–5 บาท และมะพร้าวขนาดเล็กหรือผลลีบที่ไม่สามารถส่งออกได้ ราคาหน้าสวนราวลูกละ 2 บาท
ในกระบวนการตลาดนั้น เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ทั้งขายปลีกเอง ขายผ่านคนกลาง หรือขายส่งให้โรงงาน ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดและตัดแต่ง หากได้ขนาดมาตรฐานจะส่งออกหรือจำหน่ายในประเทศผ่านตลาดค้าส่ง ค้าปลีก และห้างสรรพสินค้า ส่วนผลผลิตที่ตกเกรดจะเข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูป เช่น การผลิตน้ำมะพร้าวหรือใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารและขนมหวาน
ปัจจุบันพบว่า มะพร้าวน้ำหอมที่ได้มาตรฐานส่งออกมีเพียงประมาณ 30% ของผลผลิตทั้งหมด ขณะที่อีกกว่า 70% เป็นผลผลิตตกเกรด ซึ่งทำให้ตลาดแปรรูปต้องรองรับปริมาณผลผลิตจำนวนมาก
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ปัญหาหลักของอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยเกิดจากการขยายพื้นที่ปลูกอย่างรวดเร็ว จาก 235,903 ไร่ ในปี 2564 เพิ่มเป็น 305,706 ไร่ ในปี 2568 ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มจาก 532,942 ตัน เป็น 877,681 ตัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ภายในไม่กี่ปี ทำให้เกิดภาวะผลผลิตล้นตลาด
ขณะที่มูลค่าการส่งออกกลับลดลงต่อเนื่อง โดยจาก 9,888.92 ล้านบาท ในปี 2566 ลดลงเหลือ 6,456.52 ล้านบาท ในปี 2568 ส่งผลให้ราคาหน้าสวนตกต่ำ และกระทบต่อรายได้เกษตรกรอย่างหนัก
นอกจากนี้ ตลาดส่งออกยังเผชิญการแข่งขันรุนแรง โดยเฉพาะในประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดหลักที่มีสัดส่วนถึง 80% ของการส่งออกมะพร้าวน้ำหอมไทย เดิมไทยเคยครองส่วนแบ่งตลาดถึง 75% ในปี 2566 แต่ในปี 2568 ลดลงเหลือเพียง 48% เนื่องจากประเทศคู่แข่งมีราคาที่ถูกกว่าและราคามีความผันผวนน้อยกว่า
ขณะเดียวกันยังพบบทบาทของกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในธุรกิจล้งผลไม้และการส่งออกแบบครบวงจร ตั้งแต่การเช่าสวน โรงงานบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงระบบขนส่งและช่องทางจำหน่าย ทำให้สามารถควบคุมราคารับซื้อได้ และรับซื้อเฉพาะมะพร้าวคุณภาพสูง ขณะที่บางแห่งมีต้นทุนต่ำจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ได้ทำมาตรฐานเต็มรูปแบบ
อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือสินค้าปลอมปน เช่น การเติมน้ำตาล แต่งกลิ่น หรือผสมน้ำมะพร้าวพันธุ์อื่นแต่ระบุว่าเป็นมะพร้าวน้ำหอม 100% ส่งผลให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในรสชาติสินค้า และกระทบต่อภาพลักษณ์มะพร้าวน้ำหอมแท้ของไทย
จากการวิเคราะห์พบว่า อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยกำลังเผชิญ 4 วิกฤตสำคัญ ได้แก่ ช่วงผลผลิตขาดตลาดราคาพุ่งสูงจนแข่งขันไม่ได้ ช่วงผลผลิตล้นตลาดราคาตกต่ำ โรงงานเกิดภาวะสต็อกล้น การแข่งขันจากทุนต่างชาติที่มีต้นทุนต่ำกว่า และปัญหาสินค้าปลอมปนในตลาด
สำหรับแนวทางแก้ไขระยะสั้นและระยะกลาง ภาครัฐจะเร่งวางระบบบริหารจัดการพื้นที่ปลูกเพื่อลดความเสี่ยงผลผลิตล้นตลาด พร้อมสนับสนุนเงินทุนให้เกษตรกรดูแลสวนให้มีคุณภาพ ขณะเดียวกันจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ประกอบการทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการตรวจสอบสิ่งแวดล้อม แรงงาน การกำหนดราคารับซื้อ และโครงสร้างผู้ถือหุ้นเพื่อป้องกันการใช้นอมินี
ในด้านตลาดจะมีการแยกพิกัดอัตราศุลกากรให้ชัดเจนระหว่างน้ำมะพร้าวแท้ 100% กับน้ำมะพร้าวผสม รวมทั้งปราบปรามสินค้าปลอมและสนับสนุนผู้ส่งออกไทยให้แข่งขันได้ พร้อมเร่งขยายตลาดใหม่และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
ล่าสุดในวันนี้ (6 มีนาคม 2569) กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เชิญ 10 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมวิชาการเกษตร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมสรรพากร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เข้าหารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ และตรวจสอบกลุ่มทุนต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจล้งผลไม้
เบื้องต้นพบกลุ่มนิติบุคคลเสี่ยงที่อาจใช้คนไทยเป็นนอมินีจำนวน 15 บริษัท ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ปทุมธานี และสมุทรปราการ โดยได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายแล้ว พร้อมทั้งพบบุคคลไทยอีก 10 รายที่อาจเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนบริษัทกลุ่มเสี่ยง ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึกโดยกองบัญชาการสอบสวนกลางและกรมสอบสวนคดีพิเศษ
นายพูนพงษ์กล่าวย้ำว่า ปัญหามะพร้าวน้ำหอมไทยไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่ต้องปรับโครงสร้างทั้งระบบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง พร้อมยืนยันว่าภาครัฐจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถยืนหยัดในอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างมั่นคง
