
รมว.อุตสาหกรรมเปิดปฏิบัติการตรวจโรงงาน 105–106 ระดม 50 ทีมลุย 5 จังหวัด เริ่ม 2 พ.ย. ลั่นพบผิดอย่าจบแค่ปรับ ต้องขยายผลถึงยึดทรัพย์–ดำเนินคดี ไม่หวั่นผู้มีอิทธิพล
เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดปฏิบัติการตรวจ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด สำหรับการประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 โดยมีนายทัตพงศ์ สะสมทรัพย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารกระทรวงและอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศเข้าร่วม
นายวราวุธกล่าวมอบนโยบายว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ปัญหากากอุตสาหกรรม ขณะนี้ประเทศไทยมาถึงจุดที่ไม่อาจปล่อยปัญหาให้ยืดเยื้อต่อไปได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งการลักลอบทิ้งของเสียในท้องนาและแหล่งน้ำ กำลังสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชนและส่งผลกระทบไปถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลาน
พร้อมตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่ว่า หากครอบครัวของตนอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จะยอมปล่อยให้กากอุตสาหกรรมกองอยู่เช่นนั้น หรือรอให้ฝนชะล้างไปเองหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเด็กอาจออกไปวิ่งเล่นแล้วสัมผัสเศษซากของเสีย หรือขุดดินพบกากอุตสาหกรรมที่มีผู้ลักลอบนำมาฝัง จึงถึงเวลาที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ต้องลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง
สำหรับปฏิบัติการครั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมระดมเจ้าหน้าที่จากทั่วประเทศ จัดทีมเฉพาะกิจ 50 ทีม ลงพื้นที่หลัก 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ ปราจีนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง ซึ่งมีโรงงานเป้าหมายรวมกว่า 1,500 แห่ง ควบคู่กับการตรวจสอบในจังหวัดอื่น โดยเริ่มลงพื้นที่ตรวจในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569
นายวราวุธกล่าวว่า จุดสำคัญของการทำงานครั้งนี้คือการผนึกกำลังระหว่างหน่วยงาน ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมควบคุมมลพิษ เพื่อยุติปัญหาต่างฝ่ายต่างทำ และปิดช่องว่างที่ผู้กระทำผิดอาจใช้ประโยชน์จากความไม่เป็นเอกภาพของภาครัฐ
ที่ผ่านมาอาจมีความเห็นหรือแนวทางปฏิบัติที่ไม่ตรงกันระหว่างกรมโรงงานอุตสาหกรรมกับกรมควบคุมมลพิษ แต่จากนี้ทุกหน่วยงานต้องทำงานเป็นทีมเดียวกัน ไม่เปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดอาศัยช่องว่างระหว่างหน่วยงานเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบหรือดำเนินคดี
นายวราวุธกล่าวต่อว่า เข้าใจดีว่าการลงพื้นที่ไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญทั้งข้อจำกัดและแรงกดดัน แต่ภารกิจครั้งนี้คือการดูแลความปลอดภัยของประชาชนกว่า 65 ล้านคน ต้องตรวจให้ชัดว่าโรงงานแต่ละแห่งปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนดหรือไม่ โดยยอมรับว่าทุกครั้งที่เห็นข่าวกองกากอุตสาหกรรมจะรู้สึกสะเทือนใจและโกรธ จึงต้องการใช้โอกาสที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแก้ปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
พร้อมขอให้หยุดกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของหน่วยงานใดในอดีต แล้วหันมาร่วมกันแก้ปัญหา ตรวจสอบว่าต้องติดตามไปถึงสถานที่ใด ประสานองค์กรใด และใช้กฎหมายฉบับใดดำเนินการกับผู้กระทำผิด โดยต้องใช้มาตรการทางกฎหมายให้ครบถ้วน ไม่ใช่ตรวจพบแล้วเปรียบเทียบปรับก่อนแยกย้ายกันไป
“วันนี้ผมต้องการเห็นการยึดทรัพย์ ต้องการเห็นคนโดนเนรเทศออกจากประเทศไทย ต้องการเห็นคนติดคุก” นายวราวุธกล่าว พร้อมย้ำว่าค่าปรับหลักแสนหรือหลักล้านบาทไม่อาจเทียบกับความเสียหายของแหล่งน้ำ สุขภาพประชาชน และผลกระทบระยะยาวที่เกิดขึ้นได้
นายวราวุธย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชน ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ซึ่งไม่อาจตีราคาเป็นตัวเงินได้ ภาครัฐต้องทำให้ประชาชนอุ่นใจว่ามีหน่วยงานเข้ามาปกป้องและจัดการกับต้นตอของปัญหาอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องเข้าใจว่ามีอำนาจดำเนินการเพียงใด และหากไม่มีอำนาจโดยตรงต้องประสานใคร ทั้งทหาร ตำรวจ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะหากปฏิบัติเกินหน้าที่ก็อาจเป็นการกระทำผิดกฎหมายเสียเอง
หากมีข้อสงสัยให้ปรึกษาฝ่ายกฎหมายทันที รวมถึงประสานศาลและอัยการอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะกรณีไม่สามารถเข้าสถานประกอบการได้ ต้องพิจารณาว่าจะใช้กระบวนการทางกฎหมายใดเพื่อเข้าตรวจสอบ ไม่ใช่ดำเนินการโดยขาดความรอบคอบ
นายวราวุธกล่าวด้วยว่า ของเสียอุตสาหกรรมที่จัดการไม่ถูกต้องอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตจากการบริโภคหรือสัมผัส จึงต้องการให้ดำเนินคดีอย่างจริงจัง พร้อมกล่าวในเชิงแสดงความเข้มงวดว่า หากทำได้ก็ต้องการดำเนินคดีถึงข้อหาฆ่าคนตาย โดยการดำเนินคดีต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และองค์ประกอบความผิดที่กฎหมายกำหนด
ขณะเดียวกัน ขอให้เจ้าหน้าที่ไม่หวั่นเกรงผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ หากพบอุปสรรคให้รายงานมายังตนโดยตรง เพราะการมอบหมายให้ลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ให้อำนาจตามกฎหมายเป็นเครื่องมือในการทำงาน และพร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่
นายวราวุธระบุว่า ในสายการกำกับดูแลมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงอุตสาหกรรม และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงขอให้เจ้าหน้าที่มั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าผู้ประกอบการจะมีเงินทุนหลักร้อยล้านหรือพันล้านบาท ก็ต้องตรวจสอบตามมาตรฐานเดียวกัน
การทำงานต้องไม่ยึดติดว่าผู้ถูกตรวจชื่ออะไร นามสกุลอะไร หรือรู้จักกับใคร แต่ให้ดูว่าปฏิบัติตามกฎหมายและเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ หากพบการกระทำผิดต้องดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น
นอกจากนี้ หลังเข้าตรวจสอบแล้วต้องติดตามผลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีที่มีคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการ ต้องตรวจว่าโรงงานยังลักลอบเดินเครื่องหรือไม่ หากมีบุคคลอ้างความใกล้ชิดกับนายตำรวจหรือผู้มีอำนาจเพื่อขัดขวางการทำงาน ไม่ต้องหวั่นไหว และอย่าเชื่อคำข่มขู่ว่าจะถูกโยกย้าย เพราะเจ้าของกิจการไม่มีอำนาจสั่งย้ายข้าราชการ
นายวราวุธกล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นกระทรวงเก่าแก่ที่นายบรรหาร ศิลปอาชา บิดาของตน เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน เมื่อวันนี้ตนเข้ามารับหน้าที่จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและสร้างความเชื่อมั่นให้กระทรวง ไม่ปล่อยให้ข้อครหาว่าตรวจแล้วจบเพียงการปรับกลายเป็นความจริง
อย่างไรก็ตาม ต้องไม่กลั่นแกล้งผู้ประกอบการ หากบุคคล หน่วยงาน หรือบริษัทใดกระทำผิดหรือทุจริตก็ให้ดำเนินการตามกฎหมาย แต่หากพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดเสียเอง จะถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน
นายวราวุธยังให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ โดยยอมรับว่าจากนี้ภาระงานจะหนักขึ้น หากมีปัญหาในการปฏิบัติงานหรือประสานกับหน่วยงานอื่น ให้ส่งข้อมูลเข้ามาเพื่อแก้ไข พร้อมระบุว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้มอบหมายให้จัดการกับผู้ที่สร้างความเสียหายต่อแผ่นดินและทิ้งภาระปัญหาไว้ถึงคนรุ่นหลัง
ปฏิบัติการครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม และไม่อาจปล่อยให้ล้มเหลวได้ เพราะความเสียหายจะเกิดขึ้นทั้งกับประชาชนและความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานรัฐ
นายวราวุธกล่าวในช่วงท้ายว่า การตรวจโรงงานกว่า 1,500 แห่งเป็นงานท้าทาย แต่หากสามารถจัดการผู้กระทำผิดได้แม้เพียงร้อยละ 10 โดยดำเนินการกับใบอนุญาต สืบสาวเส้นทางการเงิน และใช้มาตรการยึดทรัพย์ได้ตามกฎหมาย ก็จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศอย่างมหาศาล
ทั้งนี้ คาดหวังว่าจะได้รับรายงานผลเบื้องต้นภายในช่วงเย็นวันที่ 2 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันแรกของการลงพื้นที่ เพราะประชาชนกำลังจับตาว่าปฏิบัติการครั้งนี้จะเกิดผลจริงหรือเป็นเพียงการแสดง โดยสิ่งที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้คือผลการทำงานในแต่ละวัน และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินจากผลงานที่เกิดขึ้น
