‘วราวุธ’เปิดแผนด่วน ปั๊มเงินช่วย SME สู้พลังงานแพง-พลาสติกขาดตลาด

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษว่า ขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ “แรงกดดันรอบด้าน” จากวิกฤตพลังงานที่ทำให้ต้นทุนพุ่งสูง วัตถุดิบขาดแคลน และผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มประสบปัญหาสภาพคล่อง

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเร่งออกมาตรการช่วยเหลือแบบ “ครบวงจร” ครอบคลุมทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ กลุ่มขนาดกลาง และ SME โดยเน้น 3 มิติหลัก ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งทุน การเสริมสภาพคล่อง และการยกระดับศักยภาพธุรกิจ

สำหรับ ไฮไลต์สำคัญคือ การอัดฉีดวงเงิน 20,000 ล้านบาท ผ่าน SME D Bank โดยไม่ต้องใช้งบประมาณใหม่ เพื่อปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% คงที่ 3 ปี แบ่งเป็น 3 ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่

  • SME Green Productivity วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท สนับสนุนการลงทุนพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • สินเชื่อปลุกพลัง SME วงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ช่วยรายเล็กเข้าถึงเงินทุน
  • สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถธุรกิจ

นอกจากนี้ยังมีสินเชื่อพิเศษเพิ่มเติมให้กู้ได้สูงสุดถึง 50 ล้านบาท เพื่อเติมทุนหมุนเวียนในช่วงวิกฤต

รมว.อุตสาหกรรมย้ำว่า ได้สั่งการให้ SME D Bank “ผ่อนปรนเงื่อนไข” มากขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่กำลังเปราะบาง พร้อมออกมาตรการ “3 ลด” ได้แก่ ลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย และลดค่างวด เพื่อประคองธุรกิจไม่ให้ล้ม ขณะเดียวกัน รัฐยังเร่งผลักดันการ “ยกเครื่องธุรกิจไทย” ด้วยการอัปสกิลและรีสกิลผู้ประกอบการ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว (Green Business) เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่

นอกจากมาตรการด้านการเงิน กระทรวงอุตสาหกรรมยังเดินหน้าลดต้นทุนพลังงานและแก้ปัญหาวัตถุดิบ ด้วยการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก เช่น ดีเซลผสมปาล์ม D20–D70 และเอทานอล E20–E85 รวมถึงการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล และการปรับปรุงเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อีกหนึ่งปัญหาหนักที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ “เม็ดพลาสติกขาดแคลน” ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังราคาสินค้า โดยเฉพาะน้ำตาลที่ปรับตัวสูงขึ้น ไม่ได้เกิดจากต้นทุนอ้อย แต่เกิดจากบรรจุภัณฑ์ที่แพงขึ้น

“นี่คือสถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด เราต้องปรับตัว เริ่มจากพฤติกรรมของเราเอง” นายวราวุธกล่าว พร้อมชี้ให้เห็นว่า การใช้ขวดพลาสติกจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน กำลังสร้างภาระขยะถึง 2.7 ล้านตันต่อปี และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในระยะยาว รัฐยังวางเป้าสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” โดยเชื่อมโยงภาคเกษตรกับโลจิสติกส์ และยกระดับมาตรฐานสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานอย่างน้อย 40 รายการ เช่น เครื่องปรับอากาศและตู้เย็น

ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดสามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมจากรัฐบาล ผู้ประกอบการสามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ผ่าน SME D Bank หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ

ท่ามกลางวิกฤตที่ยังไม่คลี่คลาย มาตรการครั้งนี้จึงถูกจับตาว่า จะเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ที่ช่วยต่อลมหายใจให้ SME ไทยอยู่รอด หรือเป็นเพียงการประคับประคองชั่วคราวในพายุเศรษฐกิจครั้งใหญ่เท่านั้น