สว.เศรณีลั่นกุ้งไทยใกล้วิกฤตจี้ประกาศ ‘วาระแห่งชาติ’ ก่อนล่มสลายทั้งห่วงโซ่

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายเศรณี อนิลบล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการการเกษตร วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีประเทศมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งจากประเทศไทยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาสะสมยาวนานมากกว่า 10 ปี สะท้อนถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมกุ้งไทยที่กำลังเผชิญภาวะถดถอยอย่างต่อเนื่อง

นายเศรณี กล่าวว่า อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเล ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในด้านการสร้างงาน สร้างรายได้ และการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายฝั่งทะเล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันกลับสวนทางกับความคาดหวัง เนื่องจากตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ ผู้เพาะพันธุ์กุ้ง ผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำ ผู้จำหน่ายเวชภัณฑ์ วัสดุอุปกรณ์การเลี้ยง ตลอดจนโรงงานแปรรูป และส่งออก ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก

“จากอดีตประเทศไทยเคยเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก ผลิตกุ้งได้มากกว่า 680,000 ตันต่อปี สร้างรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 120,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันในปี 2569 ไทยร่วงลงมาอยู่เพียงอันดับ 6 ของโลก ผลผลิตลดเหลือประมาณ 260,000 ตันต่อปี และสร้างรายได้เหลือเพียงประมาณ 40,000 ล้านบาทเท่านั้น” นายเศรณีกล่าว

สว.เศรณี ระบุว่า โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำที่เคยมีมากกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 20 แห่งที่ยังสามารถส่งออกกุ้งไปยังตลาดต่างประเทศได้ หลายแห่งต้องดิ้นรน ด้วยการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาแปรรูปเพื่อประคองธุรกิจ ขณะที่โรงงานแต่ละแห่ง ยังต้องแบกรับภาระการจ้างแรงงานจำนวนมากถึง 3,000-4,000 คน หากรัฐบาลยังปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีมาตรการเชิงรุก อาชีพการเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรไทยอาจค่อย ๆ หายไปจากระบบเศรษฐกิจ และส่งผล กระทบเป็นลูกโซ่ต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

“วันนี้รัฐบาล ต้องยกระดับเรื่องกุ้งเป็นวาระแห่งชาติ เพราะมีพื้นที่เลี้ยงกุ้งกระจายอยู่กว่า 30 จังหวัด ทั้งภาคใต้และภาคตะวันออก ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ รัฐต้องลงมาดูแลทั้งห่วงโซ่การผลิต อย่างจริงจัง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ” นายเศรณีกล่าว

สำหรับ กรณีมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งไทยนั้น นายเศรณีเชื่อว่า ไม่ได้เกิดจากปัญหาด้านคุณภาพหรือความปลอดภัยของกุ้งไทย เนื่องจากประเทศไทยมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวดมาก ทั้งการตรวจโรคและสารตกค้างก่อนการจับกุ้ง โดยเกษตรกรต้องนำตัวอย่างไปตรวจในห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง และมีอายุใบรับรองเพียง 7 วันเท่านั้น กุ้งไทยถือเป็นกุ้งคุณภาพดีที่สุดในโลก ผ่านมาตรฐานทั้งระดับประเทศและระดับสากล มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคสูงมาก จึงเป็นไปไม่ได้ที่ปัญหานี้จะเกิดจากมาตรฐานสินค้า

นายเศรณีกล่าว ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวมีมิติทางการเมืองการค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง หลังจากประเทศไทยตรวจพบสารปนเปื้อนในปลากะพงที่นำเข้าจากมาเลเซียและสั่งระงับการนำเข้า ทำให้มาเลเซียตอบโต้ด้วยการระงับการนำเข้ากุ้งไทยบางประเภท อย่างไรก็ตาม การส่งออกกุ้งไปมาเลเซียมีสัดส่วนประมาณ 1% ของการส่งออกกุ้งทั้งหมดของไทย แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือการสร้างแรงกดดันต่อราคากุ้งในประเทศ เนื่องจากพ่อค้าคนกลาง จะนำประเด็นดังกล่าวไปกดราคารับซื้อจากเกษตรกร

นายเศรณี เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งดำเนินการใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การทำความจริงให้ปรากฏว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากอะไร การปกป้องเกษตรกรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ และการเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ โดยเฉพาะตลาดขนาดใหญ่อย่างประเทศจีน และยุโรป

นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญ 3 ด้านที่กำลังฉุดรั้งอุตสาหกรรมกุ้งไทย ได้แก่ การขาดแคลนพ่อแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพ ปัญหาโรคระบาดในกุ้ง และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเกษตรกร ในส่วนของปัญหาพันธุ์กุ้ง ประเทศไทยยังขาดการพัฒนาพ่อแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพและต้านทานโรคได้ดี ส่งผลให้เกิดปัญหาลูกกุ้งไม่มีคุณภาพและเกิดการตายยกบ่อจำนวนมาก ขณะที่โรคสำคัญ เช่น โรคตายด่วน (EMS) โรคตัวแดงดวงขาว โรคขี้ขาว และโรคหัวเหลือง ยังคงสร้างความเสียหายอย่างหนัก

“โรค EMS เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในขณะนี้ หลายหน่วยงานพยายามวิจัยและพัฒนาแนวทางป้องกัน แต่ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างเด็ดขาด ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องแบกรับความเสี่ยงและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือเรื่องสินเชื่อ เนื่องจากการเลี้ยงกุ้งเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง สถาบันการเงินจึงไม่กล้าปล่อยกู้ ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากขาดเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ” นายเศรณีกล่าว

นายเศรณี ยังเปิดเผยว่า สมาคมและองค์กรผู้เลี้ยงกุ้ง 19 องค์กร ได้ร่วมกันเสนอแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งไทยช่วงปี 2569-2573 ต่อรัฐบาล โดยมีมาตรการสำคัญหลายด้าน อาทิ การพัฒนาพ่อแม่พันธุ์ปลอดโรค การยกระดับมาตรฐานฟาร์มสู่มาตรฐานสากล การพัฒนาอาหารกุ้งคุณภาพสูง การควบคุมโรคระบาด การสร้างแบรนด์ “กุ้งไทย” ในตลาดโลก การพัฒนาฐานข้อมูลตลาด การสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการยกระดับองค์ความรู้ของเกษตรกร

“หากรัฐบาลนำข้อเสนอเหล่านี้ไปดำเนินการอย่างจริงจัง เชื่อว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ไทยจะสามารถเพิ่มผลผลิตกุ้งทะเลได้ไม่น้อยกว่า 450,000 ตันต่อปี และสร้างรายได้จากการส่งออกมากกว่า 80,000 ล้านบาท พร้อมกลับมาทวงคืนความเป็นผู้นำด้านการเลี้ยงและส่งออกกุ้งของโลกได้อีกครั้ง” นายเศรณีกล่าว

นายเศรณี กล่าวย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเร่งกำหนดแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างเป็นระบบ ก่อนที่หนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศจะสูญเสียศักยภาพและหลุดจากเวทีการแข่งขันโลกอย่างถาวร